วัฒนธรรมองค์กร “เป็นพิษ” รากเหง้ากัดกินแมนฯ ยูไนเต็ด … สู่บทเรียนของผู้บริหารรุ่นใหม่
บทความในห้วงเวลาโหมโรงก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (Premier League) ที่แฟนบอลทั่วโลกต่างจับตาดูความเคลื่อนไหวของทีมรักหรือสโมสรโปรดของตนอย่างจดจ่อ และแน่นอนว่าย่อมมีสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) หรือที่รู้จักในฉายา “ปีศาจแดง” หรือแมนฯ ยูไนเต็ด ที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ทั้งในพรีเมียร์ลึกอังกฤษ หรือในถ้วยยุโรป และสโมสรโลก … แต่กลับต้องเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความตกต่ำอย่างไม่เคยมีมาก่อนในฤดูกาลที่ผ่านมา (2024-2025)
อะไร? คือ สาเหตุแท้จริงที่อยู่เบื้องหลังผลงานน่าผิดหวังของปีศาจแดง

เพราะหากพิจารณาอย่างผิวเผิน เราอาจจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องของแผนการเล่น (Tactic) ของผู้จัดการทีม และฟอร์มการเล่นของนักเตะ หรือแม้แต่การเสริมทัพ ซื้อ-ขายนักฟุตบอลที่ไม่เข้าตา แต่หากเจาะลึก และพิจารณาด้วยมุมมองผู้บริหาร เราจะพบว่ารากเหง้าของปัญหาความตกต่ำที่แมนฯ ยูไนเต็ดกำลังเผชิญในขณะนี้ อาจจะมาจากวัฒนธรรมองค์กร “เป็นพิษ” ที่กัดกินปีศาจแดงมานาน และนี่คือ บทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่จะได้เรียนรู้ เพื่อป้องกันวัฒนธรรมองค์กร “เป็นพิษ” กับธุรกิจหรือองค์กรของคุณ
- เมื่อตำนานกลายเป็นพันธนาการ
ในยุคทองของแมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การบริหารและจัดการของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alexander “Alex” Chapman Ferguson) ผู้สร้าง “วัฒนธรรมแห่งชัยชนะ” และ DNA ของผู้ชนะ ที่มีความกระหายในความสำเร็จอย่างสุดขีด แต่กลับกลายมาเป็นกับดักความยิ่งใหญ่ที่เซอร์อเล็กซ์ทิ้งไว้ให้ … อย่างไม่ตั้งใจ
โดยแมนฯ ยูไนเต็ดยุคหลังการบริหารของเซอร์อเล็กซ์ แทนที่จะเริ่มมองหาแนวทางการบริหารสโมสรที่เหมาะสมกับยุคสมัย แต่กลับพยายามยึดติดกับ “วัฒนธรรมแห่งชัยชนะ” โดยไม่ได้พยายามพัฒนาวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนสำหรับอนาคต แต่คาดหวังผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่และเร็ว ทำให้ผู้จัดการทีม และนักฟุตบอลรุ่นถัด ๆ มา ไม่มีโอกาสสร้างรากฐานการบริหารสโมสร และระบบการเล่นฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ดังนั้น เมื่อผลงานของสโมสรไม่เป็นดังที่คาดหวังภายในเวลาสั้น ๆ ผู้รับเคราะห์อันดับแรกจึงหนีไม่พ้นผู้จัดการทีมและนักฟุตบอล ทำให้เกิดการเปลี่ยนผู้จัดการทีม และรูปแบบการเล่นฟุตบอลบ่อยครั้ง พร้อมกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ขณะสำหรับผู้บริหารสโมสร ผู้จัดการทีม (คนถัดไป) ที่เข้ามารับผิดชอบต่อไป
บทเรียนผู้บริหาร จากสถานการณ์ของแมนฯ ยูไนเต็ด เราสามารถนำมาประยุกต์กับการบริหารธุรกิจที่เคยประสบความสำเร็จมาในอดีต และย่อมเคยติดกับดัก “สูตรสำเร็จเก่า” หรือวิธีการที่เคยใช้ได้ผลดีในอดีต โดยไม่พยายามปรับตัวให้รับกับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ตลาด เทคโนโลยี และพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า จนเป็นพันธนาการผูกมัดองค์กรให้หยุดนิ่ง และล้าหลังไปในที่สุด ซึ่งตัวอย่างของแมนฯ ยูไนเต็ด ได้สะท้อนให้ผู้นำรุ่นใหม่ “ต้องกล้า” ที่จะสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ ด้วยความพร้อมที่จะเรียนรู้ ปรับตัว คิดนอกกรอบ อย่าง “ให้เกียรติความสำเร็จในอดีต” เพื่อผลักดันองค์กรให้ก้าวทันยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ดังจะเห็นจากการ Re-Brand ผงหอมศรีจันทร์ เป็น “ศรีจันทร์” ของรวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ตั้งแต่การปรับปรุงสูตร Packaging และการทำการตลาดในสื่อ Online โดยเฉพาะช่องทาง Social Media เพื่อเข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่ ๆ มากขึ้น หรือในกรณีของ Apple ที่เคยรุ่งโรจน์สูงสุดภายใต้ตำนานอย่าง Steve Jobs ยังสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Tim Cook ที่กล้าสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ ทั้งในด้านตัวสินค้า หรือการบริการที่หลากหลายมากขึ้น โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์และปรัชญาของ Apple
- สโมสรที่ไร้วิสัยทัศน์ (Vision)
นอกจากการยึดติดกับ “วัฒนธรรมแห่งชัยชนะ” ของยุคเซอร์อเล็กซ์แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ดยังหลงทิศทางการบริหารและจัดการ โดยพิจารณาจากโครงสร้างการบริหารและจัดการสโมสรที่ขาดวิสัยทัศน์ (Vision) ภายใต้การบริหารของ CEO (Chief Executive Officer) ที่ไม่เลือกเส้นทางการขับเคลื่อนสโมสรจากเป้าหมายระยะยาวด้านฟุตบอลที่เป็นคุณค่าหลัก (Core Value) ของแมนฯ ยูไนเต็ด แต่กลับชี้นำไปสู่เป้าหมายทางธุรกิจ ทั้งความพยายามเพิ่มรายได้ การสร้าง Brand และการขยายตลาดมากเกินไป จึงส่งผลให้เกิดการตัดสินใจที่ไร้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อผลการแข่งขันในสนามบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับนโยบายการซื้อ-ขายนักฟุตบอลหรือการคัดเลือกผู้จัดการทีมที่พิจารณาจากชื่อเสียง มากกว่าคุณภาพและความเหมาะสมกับปรัชญาหรือระบบการเล่นฟุตบอลของแมนฯ ยูไนเต็ด ดังนั้น เมื่อผลงานในสนามแข่งขันไม่เป็นไปตามความคาดหวังหรือก้าวกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อย่างในอดีตภายในระยะเวลาสั้น ๆ จึงมักจบลงที่การปลด/เปลี่ยนผู้จัดการทีม ที่เป็นสาเหตุใหญ่ต่อการวางรากฐานการบริหารสโมสร ปลูกฝังปรัชญาและการเล่นฟุตบอลที่เหมาะสมให้กับแมนฯ ยูไนเต็ดอย่างยั่งยืน ไม่ต่างจากองค์กรธุรกิจที่ขาดกลยุทธ์เพราะผู้นำไร้วิสัยทัศน์ ซึ่งมักจะนำมาซึ่งการสิ้นเปลืองทรัพยากร โดยเฉพาะ “เวลา” ที่ทำให้องค์กรต้องหยุดพัฒนาไปในที่สุด
บทเรียนผู้บริหาร “ผู้นำที่ไม่มีวิสัยทัศน์ คือ ผู้ที่ปล่อยให้องค์กรล่องลอยไปตามกระแส แต่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะกล้าสร้าง “ทิศทาง” ที่ถึงแม้จะสวนทางกับความคาดหวังในระยะสั้น แต่วิสัยทัศน์ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานความเข้าใจปรัชญาการดำเนินงานและเป้าหมายขององค์กร จากฐานข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ที่ไม่เชื่อความรู้สึก สัญชาติญาณ หรือกระแส จะเป็นการวางรากฐานที่มั่นคง แข็งแกร่ง แก่องค์กรในระยะยาว อย่างเช่น Reed Hastings และ Marc Randolph ผู้ก่อตั้ง Netflix ที่กล้าเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจเช่า DVD ทางไปรษณีย์มาเป็นการ Streaming Video ผ่านสื่อ Internet ที่แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะแรก แต่สุดท้าย Netflix ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำธุรกิจให้บริการ Streaming Video แบบบอกรับสมาชิก (Subsription-base Streaming Service) ที่มีเครือข่ายในเกือบทุกประเทศ รองรับผู้ชมทั่วโลก โดยความสำเร็จของ Netflix จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากสองผู้ก่อตั้งขาดซึ่งวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ หรือการดำเนินธุรกิจของ Bangkok Airways ที่ยึดมั่นกับความเป็น Boutique Airline ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริการและประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่างจากสายการบินอื่น ๆ ซึ่งเป็นคุณค่าและแก่นธุรกิจที่ Bangkok Airways ยึดถือมาตลอด
- คนที่ไม่มี Spiritนักสู้ กับองค์กรที่หยุดพัฒนา
บ่อยครั้งที่สาวกปีศาจแดง จะเห็นนักฟุตบอลแมนฯ ยูไนเต็ดบางคน เล่นฟุตบอลโดยไม่สนใจผลการแข่งขันในสนาม ทั้งที่พวกเขาไม่ได้อยู่ในสถานะผู้เสียเปรียบคู่แข่งขัน ทั้งศักยภาพของนักฟุตบอลหรือขนาดของสโมสร แต่พวกเขากลับปล่อยให้คู่แข่งขันสร้างสถานการณ์ยากลำบากกับแมนฯ ยูไนเต็ดได้ง่าย ๆ จนท้ายที่สุดแมนฯ ยูไนเต็ด คือ ผู้แพ้ไปในที่สุด ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนมากล้วนให้ความคิดเห็นที่สอดคล้องและตรงไปในทิศทางเดียวกัน คือ นักฟุตบอลของแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มี “Spirit นักสู้” ที่จะสู้จนกว่าจะสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลาเหมือนในยุคเซอร์อเล็กซ์ แต่เป็นนักฟุตบอลที่แสดงอาการท้อแท้ เมี่อถูกคู่แข่งขันทำประตูนำ และยอมจำนนต่อคู่แข่งขันก่อนหมดเวลาด้วยซ้ำ นั่นเพราะพวกเขาไม่รู้สึกว่าจะต้องรับผิดชอบต่อความคาดหวังของแฟนบอลทั้งในสนามแข่งขันและที่เฝ้าติดตามพวกเขาทั่วโลก
สิ่งนี้สะท้อนวัฒนธรรมองค์กร “เป็นพิษ” ของแมนฯ ยูไนเต็ดได้อย่างดีและชัดเจนอย่างยิ่ง เริ่มจากสโมสรที่ไร้วิสัยทัศน์ จึงขาดแรงกระตุ้นพัฒนาการและการแข่งขันกันเองของนักฟุตบอลในสโมสร จึงทำให้นักฟุตบอลเริ่มสร้าง “Comfort Zone” ของตนเองขึ้นมา เพื่อเป็นพื้นที่ “ลอยตัว” จากความรับผิดชอบต่อผลการแข่งขันของแมนฯ ยูไนเต็ด และที่สำคัญ คือ เป็นพื้นที่ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องยึดถือความสำเร็จของสโมสรแห่งนี้เป็นเป้าหมายร่วมกัน ดังนั้น จึงอาจจะกล่าวได้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลที่หยุดพัฒนาการตนเองไป หลังการวางมือของเซอร์อเล็กซ์
บทเรียนสำหรับผู้บริหาร โดย Fast Mini MBA เชื่อว่าผู้บริหารทั้งรุ่นใหญ่ และรุ่นใหม่ จะเข้าใจดีถึงความสำคัญในปัจจัยด้านประสิทธิภาพของบุคลากร ที่เป็นส่วนประสมหลักแห่งความสำเร็จของทุก ๆ องค์กร ไม่ว่าองค์กรนั้นจะเป็นองค์กรธุรกิจ รัฐ ราชการ หรือองค์กรไม่แสวงหากำไร โดยคุณสมบัติสำคัญของบุคลากรที่ทุกองค์กรต้องการ คือ ความรู้ ความรับผิดชอบ มีวินัย เพิ่มเติมด้วยการกระตุ้นให้ใฝ่เรียนรู้หรือพัฒนาตนเองตาม Career Path ที่จะช่วยผลักดันให้บุคลากรรู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง และไม่ยอมจำนนต่อปัญหาหรือความท้าทายใดง่าย ๆ
ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่ผู้นำหรือผู้บริหารต้องปลูกฝังให้เป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กร เกิดเป็นวัฒนธรรมไม่ยอมแพ้ (Resilience) ตั้งแต่ระดับบุคคลและบุคลากรในทุกระดับขององค์กร โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจจากนักฟุตบอลญี่ปุ่น ที่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สโมสร และประเทศ ทุกคนล้วนมี Spirit นักสู้ในแบบฉบับคนญี่ปุ่น ไม่มีนักฟุตบอลคนใดสร้าง Comfort Zone ส่วนตัวในทีม แม้จะเป็นนักฟุตบอลระดับ Super Star ของประเทศ แต่ทุกคน ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเยาวชน ถึงระดับอาชีพ ทั้งรุ่นใหม่ ถึงระดับ Super Star ยังคงฝีกฝน ฝีกซ้อม พัฒนาตนเองอย่างหนักและต่อเนื่อง จึงทำให้วงการฟุตบอลญี่ปุ่น ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ สามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นเหนือความคาดหมายในทุก Tournament และทำให้นักฟุตบอลญี่ปุ่นเป็นที่ยอมรับของสโมสรฟุตบอลทุก ๆ League ไม่เว้นแม้แต่พรีเมียร์ลีกอังกฤษ (Premier League) หรือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรของทรู คอร์ปฯ ที่ปลูกฝังการเรียนรู้ทักษะใหม่และปรับตัวอย่างต่อเนื่องแก่บุคลากรทุกระดับ ซึ่งเสมือนการพัฒนาองค์กรให้พร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในยุค Digital และทุกความท้าทายในอนาคต
เรื่องราวของแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่แค่บทเรียนในโลกฟุตบอลเท่านั้น แต่เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจาก “วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ“ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกองค์กร ทุกธุรกิจ ตั้งแต่ Startup ถึงองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลก ที่ผู้นำและผู้บริหารรุ่นใหม่ สามารถเรียนรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดต่าง ๆ ข้างต้น อย่างที่แมนฯ ยูไนเต็ดกำลังเผชิญ เพราะไม่ว่าจะเป็นสนามฟุตบอล หรือสนามธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและถูกทิศทาง คือ รากฐานที่สำคัญที่สุดของชัยชนะอย่างแท้จริง

