Entries by suwatthana peet

SMEs Survival Kit : ความคล่องตัวทางธุรกิจ (Business Agility)

   หากวันนี้ เรา คือ ผู้ประกอบการ SMEs ในธุรกิจผลไม้แปรรูป เพื่อการส่งออกจำหน่ายในต่างประเทศเป็นหลัก เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาด หรือมีกำแพงภาษีในประเทศผู้นำเข้าสินค้าของเรา โดยไม่มีเวลาให้เตรียมแผนสำรองรองรับ แต่เราเลือกที่จะ

เปลี่ยนช่องทางจัดจำหน่าย จากที่เคยให้ความสำคัญกับตลาดต่างประเทศ แล้วหันมาเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายในตลาดภายในประเทศ ผ่านระบบ e-Commerce และช่องทาง Online อื่น ๆ

พัฒนาสินค้าใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เช่น การปรับเปลี่ยน Packaging ที่เหมาะกับการบริโภคในครัวเรือนคนรุ่นใหม่

สร้างความร่วมมือ ด้วยการสร้างพันธมิตรธุรกิจ ทั้งภายในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของเรา และในระบบ Logistics เพื่อให้สามารถจัดส่งสินค้าสู่มือลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น

   แนวทางต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากจะทำให้เราข้ามพ้นสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ทางธุรกิจ ยังอาจจะทำให้เรามีตลาดและฐานลูกค้าใหม่ในประเทศสำหรับธุรกิจผลไม้แปรรูปอีกด้วย … และเป็นตัวอย่างสะท้อนคุณสมบัติความเป็นผู้นำที่มีแนวคิด Business Agility หรือความคล่องตัวทางธุรกิจ ที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก ในวันที่โลกธุรกิจอยู่ภายใต้ความผันผวนรอบด้าน มีความเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาไม่ได้รออยู่ ในแบบ VUCA ทั้งยังมี Digital Disruption เป็นปัจจัยเสริมความยุ่งยากกับเรายิ่งขึ้นในแต่ละวัน

เพราะการทำธุรกิจยุคนี้ไม่ใช่การวางแผน 3 – 5 ปีแล้วเดินตาม แต่ คือ การถามตัวเองทุกวันและเดือน ว่า
ถ้าเจอพายุลูกใหม่ เราจะหันเรือทันหรือไม่?”


Business Agility คือ?

   Business Agility คือ ความสามารถขององค์กรในการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี พฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า หรือระดับความรุนแรงของการแข่งขันในตลาด ฯลฯ ซึ่งความคล่องตัวทางธุรกิจตามแนวคิด Business Agility ไม่ใช่ Agile เพราะมีบริบทที่ครอบคลุมทุกส่วนขององค์กร ตั้งแต่ระดับผู้นำ ถึงบุคลากร และกระบวนการทำงาน ในรูปแบบที่ฝังตัวในวัฒนธรรมองค์กร ให้องค์กรมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัวต่อทุก ๆ สถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

   ขณะที่ Agile เป็นวิธีการทำงาน หรือ Framework ที่ใช้ในการจัดการโครงการ โดยเฉพาะในวงการพัฒนา Software เช่น Agile Scrum หรือ Agile Kanban ซึ่งมีกฎเกณฑ์และขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน เป็นชุดของหลักการ หรือกรอบการทำงานที่เน้นความรวดเร็วและยึดหยุ่น โดยเราสามารถนำ Agile มาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาองค์กรให้ทันยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ ดังที่ Fast Mini MBA ได้เคยกล่าวถึงใน Agile พลังขับเคลื่อนองค์กรให้ทัน AI ในยุค VUCA แต่ไม่ได้มีบริบทครอบคลุมถึงการสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจตลอดทั้งองค์กรเช่น Business Agility

ทำไม? Business Agility จึงสำคัญและจำเป็นกับการบริหารธุรกิจ

   มีกรณีศึกษาฉบับ Classic ในวงการธุรกิจที่นำ Business Agility มาประยุกต์ใช้ในระดับองค์กร คือ Spotify ที่พวกเขาไม่ได้ใช้แค่ Agile สำหรับการพัฒนาธุรกิจให้ทันกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีและพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้ใช้ทั่วโลกเท่านั้น แต่ Spotify ได้สร้างรูปแบบการทำงานที่เรียกว่า “Spotify Model” โดยแบ่งการทำงานออกเป็น Squads และให้แต่ละ Squads มีอิสระในการตัดสินใจต่องานที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ Spotify สามารถพัฒนา Feature ใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว

   ดังนั้น เมื่อต้องการให้องค์กรในความรับผิดชอบของเรามีความคล่องตัวต่อความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยเฉพาะในปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่จะส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันทุกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เราจึงไม่สามารถที่จะมองข้ามความสำคัญและจำเป็นที่ต้องมี Business Agility เป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กรของเรา

   โดยการสร้างหรือเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจดังกล่าว ไม่ได้เป็นแนวคิดสำหรับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่อย่าง Spotify เท่านั้น แต่มีความเหมาะสมอย่างมากกับทุก ๆ องค์กรในโลกธุรกิจปัจจุบัน ที่อยู่ภายใต้ความกดดันของ VUCA โดยเฉพาะในธุรกิจระดับ SMEs ที่อาจจะนำความสามารถด้านการปรับตัวเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เป็นจุดแข็ง (Strengths) เพื่อสร้างโอกาส (Opportunity) ทางธุรกิจและการตลาดเพิ่มขึ้น เพราะวันนี้ขนาดขององค์กรที่ใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า ไม่ได้ยืนยันว่าพวกเขาจะผ่านยุค VUCA ได้ แต่องค์กรธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วกว่า และเร็วที่สุดต่างหากที่จะเป็นผู้ชนะในโลกธุรกิจ

4 เสาหลักของ Business Agility 

   คือ การประยุกต์หรือนำแนวคิด Business Agility ให้เป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กรของเรา ที่ไม่ได้มีความยุ่งยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูง และที่สำคัญ คือ ไม่ได้จำกัดการใช้กับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรมากมาย แต่เหมาะสมอย่างยิ่งกับองค์กรธุรกิจระดับ SMEs ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ด้วย 4 เสาหลักของ Business Agility คือ

  1. เริ่มที่ผู้นำซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ Fast Mini MBA ได้กล่าวถึงทุกครั้งในทุกความต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในองค์กร เช่นเดียวกับการสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจที่ผู้นำองค์กร ต้องเป็นผู้จุดประกายความเปลี่ยนแปลง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและจำเป็นที่องค์กรต้องมีวัฒนธรรมใหม่ ที่เป็น Business Agility
  2. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างด้วยการสนับสนุนและส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรทุกระดับ และทุกคน มีความ กล้าที่จะทดลองและเรียนรู้ที่จะนำผลการทดลองที่ได้รับมาเป็นบทเรียน เพื่อการพัฒนาและยกระดับองค์กร
  3. ปรับโครงสร้างองค์กรให้ยืดหยุ่นด้วยการลดขั้นตอน สายการบังคับบัญชาที่ซับซ้อน แต่มอบหมายการตัดสินใจได้อย่างอิสระให้กับบุคลากร พร้อมกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น เช่นเดียวกับ Squads ใน Spotify Model ที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น
  4. ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) ด้วยการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคและการตัดสินใจซื้อของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย พร้อมรับฟังความคิดเห็นของพวกเขาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจปรับตัว หรือเปลี่ยนแปลงธุรกิจ สินค้า หรือบริการของเราให้ตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้าได้ทันที

   ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นสิ่งเหนือความคาดหมายในโลกธุรกิจอีกต่อไป การมีคุณสมบัติความคล่องตัวทางธุรกิจ หรือ Business Agility นับเป็นหนึ่งในแนวคิดที่สามารถเพิ่มโอกาสอยู่รอดให้กับองค์กรธุรกิจของคุณ ที่พร้อมรับมือทุกความท้าทายในอนาคต

Business Agility คือ ก้าวแรกของชุดบทความ (Series) SMEs Survival Kit ที่ Fast Mini MBA เชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือ และ “อาวุธลับ” ให้กับผู้ประกอบการและผู้บริหารธุรกิจ SMEs สู่อนาคตที่คุ้มค่ากับความท้าทายที่รออยู่

ESG ของจริง … ไม่ใช่ Trend ชั่วคราว

   ในโลกธุรกิจที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกขณะในทุก ๆ วันที่ผ่านไป ทำให้การใส่ใจเพียงผลกำไรทางธุรกิจ อาจจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กรในระยะยาว เพราะลูกค้าหรือผู้บริโภคเริ่มนำปัจจัยด้านความเปราะบางต่อสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และระบบเศรษฐกิจ มาเป็นองค์ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ เลือกสนับสนุนสินค้าหรือบริการจากองค์กรธุรกิจหนึ่ง ๆ

   ESG หรือการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน เพราะเป็นแนวคิดที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ที่ไม่ได้เป็นเพียงกระแส หรือ Trend แต่ได้ยกระดับสู่ สิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ได้จำกัดการใช้กับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่สามารถประยุกต์ ESG ให้เป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่ผู้ประกอบการและผู้บริหารรุ่นใหม่ทุกคน ควรนำไปปรับใช้กับการบริหารองค์กร … ซึ่งจะส่งผลลัพธ์เชิงบวกต่อองค์กรและการดำเนินธุรกิจของคุณอย่างเหนือคาดหมาย

ESG คือ?

   มีผู้ประกอบการ และผู้บริหารธุรกิจจำนวนมาก เชื่อและเห็นว่า ESG เป็นเพียง CSR 2.0 (Corporate Social Responsibility) ที่เป็นเพียง Trend หรือ “การทำความดี” วาระหนึ่ง ๆ แต่ในความเป็นจริง เมื่อได้ศึกษาและทำความเข้าใจกับแนวคิด ESG อย่างรอบด้าน จะพบว่า ESG จัดเป็นกลยุทธ์ธุรกิจเชิงรุก ที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือไห้กับ Brand เพราะ ESG มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับมิติต่าง ๆ ที่พวกเขาตระหนักเป็นอย่างมากในชีวิตประจำวัน คือ

สิ่งแวดล้อม (E : Environment) คือ การบริหารองค์กรธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับการบริหารและจัดการทรัพยากรการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ลดการใช้พลังงาน หรือใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และลดของเสียจากการดำเนินงาน เช่น PAC Corporation ที่พัฒนาเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการลดค่าไฟฟ้าโดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ PAC มีความได้เปรียบในการแข่งขันและก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดเฉพาะ (Niche Market) นี้ได้สำเร็จ

สังคม (S : Social) คือ การบริหารองค์กรธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลากรอย่างเป็นธรรม สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี รวมถึง การเคารพสิทธิมนุษยชน สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม เช่น การทำธุรกิจด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ Sense Beauty Cosmatic ธุรกิจเครื่องสำอางที่นอกจากจะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน ด้วยการพัฒนาสินค้าจากวัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร จึงทำให้ Sense Beauty เป็น Brand เครื่องสำอางที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านคุณภาพของสินค้า และเรื่องราวที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

ธรรมาภิบาล (G : Government) คือ การให้ความสำคัญกับการบริหาร และการดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจัดเป็นกลไกสนับสนุนกลยุทธ์เชิงรุกของ ESG เพื่อการเข้าถึงเงินทุนและพันธมิตรธุรกิจขององค์กรธุรกิจยุคใหม่ได้  ง่ายและมากขึ้น เช่น Take Me Home Tomato ผู้ผลิตมะเขือเทศคุณภาพสูง ที่แสดงให้เห็นว่าการทำ ESG ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนหรือยุ่งยาก เพียงเลือกที่จะทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้ความเคารพต่อความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมกับการบริหารงานและธุรกิจด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ จึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าในที่มาและคุณภาพสินค้าของ Take Me Home Tomato เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต่อเนื่องไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และพันธมิตรตลอดห่วงโซ่อุปทานอีกด้วย

ประโยชน์ของ ESG ต่อความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจ

   ดังได้กล่าวในข้างต้นโดยสังเขป เราสามารถวิเคราะห์โอกาสหรือประโยชน์ที่องค์กรธุรกิจจะได้รับ เมื่อประยุกต์ใช้ ESG เป็นกลยุทธ์ธุรกิจเชิงรุก คือ

  1. เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นเพราะในมิติที่ ESG ให้ความสำคัญกับการบริหารและการดำเนินงานที่โปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาล จะช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือให้องค์กรมีความน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศรวมไปถึง การสนับสนุนและความร่วมมือจากพันธมิตรธุรกิจ
  2. สร้างลูกค้าใหม่ และรักษาความภักดีให้กับ Brand เพราะลูกค้าโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความใส่ใจต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้น องค์กรธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดของ ESGย่อมมีภาพลักษณ์เชิงบวกในสายตาของลูกค้ากลุ่มดังกล่าว สร้างความเชื่อมั่นให้พวกเขาเป็นลูกค้าประจำ ที่มี Brand Loyaltyในที่สุด
  3. 3. ดึงดูด และรักษาบุคลากรคุณภาพเมื่อองค์กรวางรากฐานการบริหารด้วยแนวคิด ESG จะเกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกภายในองค์กร จากวัฒนธรรมองค์กรที่น่าพึงพอใจสำหรับบุคลากรทุกระดับ ลดอัตราการเปลี่ยนงาน (Turnover Rate) และสร้างแรงดึงดูดบุคลากรคุณภาพรุ่นใหม่ ๆ มาสู่องค์กรได้ง่ายและมากขึ้น
  4. 4. ลดความเสี่ยงทางธุรกิจเพราะสังคมโลกที่ตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสังคมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากพัฒนาการของแต่ละสังคมผ่านกระบวนการทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการจ้างงาน ดังนั้น การประยุกต์ ESG ในการดำเนินธุรกิจขององค์กร จึงนับเป็นการจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสินทรัพย์ และที่สำคัญ คือ ภาพลักษณ์ (Image) ขององค์กรต่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญ

การติดตั้ง ESG ในองค์กร

   ดังได้กล่าวในข้างต้น ว่า ESG ไม่ได้เป็นแค่ Trend หรือแนวคิดที่จำกัดการใช้เฉพาะในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะองค์กรธุรกิจระดับ SMEs ที่ต้องการสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขัน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานแก่องค์กรอย่างยั่งยืน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดตั้งแนวคิดหรือประยุกต์ใช้ ESG ให้เป็นกลยุทธ์ธุรกิจขององค์กร โดยเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่ผู้นำองค์กรต้องมีความเข้าใจ เล็งเห็นถึงความสำคัญและจำเป็นของ ESG กับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการติดตั้ง ESG ในองค์กร ดังนี้

  1. ประเมินสถานะปัจจุบันด้วยการสำรวจและศึกษาพื้นฐานการดำเนินธุรกิจขององค์กร กับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
  2. กำหนดเป้าหมายด้วยการเลือกสิ่งที่คิดว่ามีความสำคัญ และองค์กรสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริง เช่น การตั้งเป้าหมายที่จะลดปริมาณขยะพลาสติกในองค์กรให้เหลือ ร้อยละ 50 ภายใน 1 ปี เป็นต้น

   ทั้งนี้ ควรเริ่มต้นกำหนดเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในองค์กร ก่อนจะขยายสู่การรณรงค์ด้าน ESG ขององค์กรสู่ภายนอก ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคมต่อไป

  1. ประยุกต์ใช้ ESG ในองค์กรด้วยการเริ่มต้นสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สอดคล้องกับเป้าหมาย ESG ที่กำหนด เช่น การลดปริมาณขยะพลาสติก การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า การจัดสวัสดิการที่เหมาะสมแก่บุคลากร และการสร้างระบบการทำงานที่โปร่งใส มีนโยบายต่อต้านการทุจริตที่ชัดเจนเป็นต้น
  2. สื่อสารสู่สังคมอย่างโปร่งใสคือ การนำการประยุกต์ ESG ในองค์กร ไปสู่การรับรู้ของสังคม ผู้มีส่วนได้เสีย และที่สำคัญ คือ ลูกค้า ด้วยการสื่อสารในรูปแบบ Storytellingที่จะทำให้ ESG เป็นกลยุทธ์เชิงรุกทางธุรกิจที่ยั่งยืนแก่องค์กร
  3. ทำต่อเนื่อง และปรับปรุงประสิทธิภาพESGเพราะ ESG ไม่ใฃ่ Trend หรือ CSR 2.0 แต่เป็นกลยุทธ์ธุรกิจเชิงรุกขององค์กร ดังนั้น การสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความเชื่อมั่นแก่องค์กรอย่างยั่งยืน จึงต้องทำ ESG อย่างจริงจังด้วยการปรับปรุงการดำเนินงานด้าน ESG ขององค์กรอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

 

   ในความเป็นจริง ESG ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้เป็นภาระที่ต้องทำเพิ่ม แต่เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้การดำเนินธุรกิจขององค์กรมีความมั่นคงขึ้น เพราะองค์กรธุรกิจที่มี ESG เป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่ชัดเจนและมีการดำเนินงานอย่างจริงจัง จะเป็นที่ยอมรับทั้งต่อลูกค้า บุคลากร พันธมิตร นักลงทุน ชุมชน และสังคม ดังนั้น เราจึงควรเริ่มต้นประยุกต์และสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ด้วย ESG จากสิ่งเล็ก ๆ ที่สอดคล้องกับธุรกิจ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาล เช่น การลดปริมาณขยะ การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า หรือการดูแลบุคลากรให้มีความสุขกับการทำงานในองค์กร สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับองค์กรธุรกิจของคุณได้

แล้วองค์กรของคุณ พร้อมที่จะเริ่มต้นบนเส้นทาง ESG หรือยัง?

วัฒนธรรมองค์กร “เป็นพิษ” รากเหง้ากัดกินแมนฯ ยูไนเต็ด … สู่บทเรียนของผู้บริหารรุ่นใหม่

   ในห้วงเวลาโหมโรงก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (Premier League) ที่แฟนบอลทั่วโลกต่างจับตาดูความเคลื่อนไหวของทีมรักหรือสโมสรโปรดของตนอย่างจดจ่อ และแน่นอนว่าย่อมมีสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) หรือที่รู้จักในฉายา “ปีศาจแดง” หรือแมนฯ ยูไนเต็ด ที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ทั้งในพรีเมียร์ลึกอังกฤษ หรือในถ้วยยุโรป และสโมสรโลก … แต่กลับต้องเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความตกต่ำอย่างไม่เคยมีมาก่อนในฤดูกาลที่ผ่านมา (2024-2025)

อะไร? คือ สาเหตุแท้จริงที่อยู่เบื้องหลังผลงานน่าผิดหวังของปีศาจแดง

เพราะหากพิจารณาอย่างผิวเผิน เราอาจจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องของแผนการเล่น (Tactic) ของผู้จัดการทีม และฟอร์มการเล่นของนักเตะ หรือแม้แต่การเสริมทัพ ซื้อ-ขายนักฟุตบอลที่ไม่เข้าตา แต่หากเจาะลึก และพิจารณาด้วยมุมมองผู้บริหาร เราจะพบว่ารากเหง้าของปัญหาความตกต่ำที่แมนฯ ยูไนเต็ดกำลังเผชิญในขณะนี้ อาจจะมาจากวัฒนธรรมองค์กร “เป็นพิษ” ที่กัดกินปีศาจแดงมานาน และนี่คือ บทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่จะได้เรียนรู้ เพื่อป้องกันวัฒนธรรมองค์กร “เป็นพิษ” กับธุรกิจหรือองค์กรของคุณ

  1. เมื่อตำนานกลายเป็นพันธนาการ

   ในยุคทองของแมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การบริหารและจัดการของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alexander “Alex” Chapman Ferguson) ผู้สร้าง “วัฒนธรรมแห่งชัยชนะ” และ DNA ของผู้ชนะ ที่มีความกระหายในความสำเร็จอย่างสุดขีด แต่กลับกลายมาเป็นกับดักความยิ่งใหญ่ที่เซอร์อเล็กซ์ทิ้งไว้ให้ … อย่างไม่ตั้งใจ

   โดยแมนฯ ยูไนเต็ดยุคหลังการบริหารของเซอร์อเล็กซ์ แทนที่จะเริ่มมองหาแนวทางการบริหารสโมสรที่เหมาะสมกับยุคสมัย แต่กลับพยายามยึดติดกับ “วัฒนธรรมแห่งชัยชนะ” โดยไม่ได้พยายามพัฒนาวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนสำหรับอนาคต แต่คาดหวังผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่และเร็ว ทำให้ผู้จัดการทีม และนักฟุตบอลรุ่นถัด ๆ มา ไม่มีโอกาสสร้างรากฐานการบริหารสโมสร และระบบการเล่นฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ดังนั้น เมื่อผลงานของสโมสรไม่เป็นดังที่คาดหวังภายในเวลาสั้น ๆ ผู้รับเคราะห์อันดับแรกจึงหนีไม่พ้นผู้จัดการทีมและนักฟุตบอล ทำให้เกิดการเปลี่ยนผู้จัดการทีม และรูปแบบการเล่นฟุตบอลบ่อยครั้ง พร้อมกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ขณะสำหรับผู้บริหารสโมสร ผู้จัดการทีม (คนถัดไป) ที่เข้ามารับผิดชอบต่อไป

   บทเรียนผู้บริหาร จากสถานการณ์ของแมนฯ ยูไนเต็ด เราสามารถนำมาประยุกต์กับการบริหารธุรกิจที่เคยประสบความสำเร็จมาในอดีต และย่อมเคยติดกับดัก สูตรสำเร็จเก่า หรือวิธีการที่เคยใช้ได้ผลดีในอดีต โดยไม่พยายามปรับตัวให้รับกับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ตลาด เทคโนโลยี และพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า จนเป็นพันธนาการผูกมัดองค์กรให้หยุดนิ่ง และล้าหลังไปในที่สุด ซึ่งตัวอย่างของแมนฯ ยูไนเต็ด ได้สะท้อนให้ผู้นำรุ่นใหม่ ต้องกล้า ที่จะสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ ด้วยความพร้อมที่จะเรียนรู้ ปรับตัว คิดนอกกรอบ อย่าง ให้เกียรติความสำเร็จในอดีต เพื่อผลักดันองค์กรให้ก้าวทันยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ดังจะเห็นจากการ Re-Brand ผงหอมศรีจันทร์ เป็น ศรีจันทร์ ของรวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ตั้งแต่การปรับปรุงสูตร Packaging และการทำการตลาดในสื่อ Online โดยเฉพาะช่องทาง Social Media เพื่อเข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่ ๆ มากขึ้น หรือในกรณีของ Apple ที่เคยรุ่งโรจน์สูงสุดภายใต้ตำนานอย่าง Steve Jobs ยังสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Tim Cook ที่กล้าสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ ทั้งในด้านตัวสินค้า หรือการบริการที่หลากหลายมากขึ้น โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์และปรัชญาของ Apple

  1. สโมสรที่ไร้วิสัยทัศน์ (Vision)

   นอกจากการยึดติดกับ “วัฒนธรรมแห่งชัยชนะ” ของยุคเซอร์อเล็กซ์แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ดยังหลงทิศทางการบริหารและจัดการ โดยพิจารณาจากโครงสร้างการบริหารและจัดการสโมสรที่ขาดวิสัยทัศน์ (Vision) ภายใต้การบริหารของ CEO (Chief Executive Officer) ที่ไม่เลือกเส้นทางการขับเคลื่อนสโมสรจากเป้าหมายระยะยาวด้านฟุตบอลที่เป็นคุณค่าหลัก (Core Value) ของแมนฯ ยูไนเต็ด แต่กลับชี้นำไปสู่เป้าหมายทางธุรกิจ ทั้งความพยายามเพิ่มรายได้ การสร้าง Brand และการขยายตลาดมากเกินไป จึงส่งผลให้เกิดการตัดสินใจที่ไร้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อผลการแข่งขันในสนามบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับนโยบายการซื้อ-ขายนักฟุตบอลหรือการคัดเลือกผู้จัดการทีมที่พิจารณาจากชื่อเสียง มากกว่าคุณภาพและความเหมาะสมกับปรัชญาหรือระบบการเล่นฟุตบอลของแมนฯ ยูไนเต็ด ดังนั้น เมื่อผลงานในสนามแข่งขันไม่เป็นไปตามความคาดหวังหรือก้าวกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อย่างในอดีตภายในระยะเวลาสั้น ๆ จึงมักจบลงที่การปลด/เปลี่ยนผู้จัดการทีม ที่เป็นสาเหตุใหญ่ต่อการวางรากฐานการบริหารสโมสร ปลูกฝังปรัชญาและการเล่นฟุตบอลที่เหมาะสมให้กับแมนฯ ยูไนเต็ดอย่างยั่งยืน ไม่ต่างจากองค์กรธุรกิจที่ขาดกลยุทธ์เพราะผู้นำไร้วิสัยทัศน์ ซึ่งมักจะนำมาซึ่งการสิ้นเปลืองทรัพยากร โดยเฉพาะ “เวลา” ที่ทำให้องค์กรต้องหยุดพัฒนาไปในที่สุด

   บทเรียนผู้บริหาร ผู้นำที่ไม่มีวิสัยทัศน์ คือ ผู้ที่ปล่อยให้องค์กรล่องลอยไปตามกระแส แต่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะกล้าสร้าง ทิศทาง ที่ถึงแม้จะสวนทางกับความคาดหวังในระยะสั้น แต่วิสัยทัศน์ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานความเข้าใจปรัชญาการดำเนินงานและเป้าหมายขององค์กร จากฐานข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ที่ไม่เชื่อความรู้สึก สัญชาติญาณ หรือกระแส จะเป็นการวางรากฐานที่มั่นคง แข็งแกร่ง แก่องค์กรในระยะยาว อย่างเช่น Reed Hastings และ Marc Randolph ผู้ก่อตั้ง Netflix ที่กล้าเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจเช่า DVD ทางไปรษณีย์มาเป็นการ Streaming Video ผ่านสื่อ Internet ที่แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะแรก แต่สุดท้าย Netflix ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำธุรกิจให้บริการ Streaming Video แบบบอกรับสมาชิก (Subsription-base Streaming Service) ที่มีเครือข่ายในเกือบทุกประเทศ รองรับผู้ชมทั่วโลก โดยความสำเร็จของ Netflix จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากสองผู้ก่อตั้งขาดซึ่งวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ หรือการดำเนินธุรกิจของ Bangkok Airways ที่ยึดมั่นกับความเป็น Boutique Airline ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริการและประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่างจากสายการบินอื่น ๆ ซึ่งเป็นคุณค่าและแก่นธุรกิจที่ Bangkok Airways ยึดถือมาตลอด

  1. คนที่ไม่มี Spiritนักสู้ กับองค์กรที่หยุดพัฒนา

   บ่อยครั้งที่สาวกปีศาจแดง จะเห็นนักฟุตบอลแมนฯ ยูไนเต็ดบางคน เล่นฟุตบอลโดยไม่สนใจผลการแข่งขันในสนาม ทั้งที่พวกเขาไม่ได้อยู่ในสถานะผู้เสียเปรียบคู่แข่งขัน ทั้งศักยภาพของนักฟุตบอลหรือขนาดของสโมสร แต่พวกเขากลับปล่อยให้คู่แข่งขันสร้างสถานการณ์ยากลำบากกับแมนฯ ยูไนเต็ดได้ง่าย ๆ จนท้ายที่สุดแมนฯ ยูไนเต็ด คือ ผู้แพ้ไปในที่สุด ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนมากล้วนให้ความคิดเห็นที่สอดคล้องและตรงไปในทิศทางเดียวกัน คือ นักฟุตบอลของแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มี “Spirit นักสู้ ที่จะสู้จนกว่าจะสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลาเหมือนในยุคเซอร์อเล็กซ์ แต่เป็นนักฟุตบอลที่แสดงอาการท้อแท้ เมี่อถูกคู่แข่งขันทำประตูนำ และยอมจำนนต่อคู่แข่งขันก่อนหมดเวลาด้วยซ้ำ นั่นเพราะพวกเขาไม่รู้สึกว่าจะต้องรับผิดชอบต่อความคาดหวังของแฟนบอลทั้งในสนามแข่งขันและที่เฝ้าติดตามพวกเขาทั่วโลก

   สิ่งนี้สะท้อนวัฒนธรรมองค์กร “เป็นพิษ” ของแมนฯ ยูไนเต็ดได้อย่างดีและชัดเจนอย่างยิ่ง เริ่มจากสโมสรที่ไร้วิสัยทัศน์ จึงขาดแรงกระตุ้นพัฒนาการและการแข่งขันกันเองของนักฟุตบอลในสโมสร จึงทำให้นักฟุตบอลเริ่มสร้าง Comfort Zone ของตนเองขึ้นมา เพื่อเป็นพื้นที่ “ลอยตัว” จากความรับผิดชอบต่อผลการแข่งขันของแมนฯ ยูไนเต็ด และที่สำคัญ คือ เป็นพื้นที่ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องยึดถือความสำเร็จของสโมสรแห่งนี้เป็นเป้าหมายร่วมกัน ดังนั้น จึงอาจจะกล่าวได้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลที่หยุดพัฒนาการตนเองไป หลังการวางมือของเซอร์อเล็กซ์

   บทเรียนสำหรับผู้บริหาร โดย Fast Mini MBA เชื่อว่าผู้บริหารทั้งรุ่นใหญ่ และรุ่นใหม่ จะเข้าใจดีถึงความสำคัญในปัจจัยด้านประสิทธิภาพของบุคลากร ที่เป็นส่วนประสมหลักแห่งความสำเร็จของทุก ๆ องค์กร ไม่ว่าองค์กรนั้นจะเป็นองค์กรธุรกิจ รัฐ ราชการ หรือองค์กรไม่แสวงหากำไร โดยคุณสมบัติสำคัญของบุคลากรที่ทุกองค์กรต้องการ คือ ความรู้ ความรับผิดชอบ มีวินัย เพิ่มเติมด้วยการกระตุ้นให้ใฝ่เรียนรู้หรือพัฒนาตนเองตาม Career Path ที่จะช่วยผลักดันให้บุคลากรรู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง และไม่ยอมจำนนต่อปัญหาหรือความท้าทายใดง่าย ๆ 

   ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่ผู้นำหรือผู้บริหารต้องปลูกฝังให้เป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กร เกิดเป็นวัฒนธรรมไม่ยอมแพ้ (Resilience) ตั้งแต่ระดับบุคคลและบุคลากรในทุกระดับขององค์กร โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจจากนักฟุตบอลญี่ปุ่น ที่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สโมสร และประเทศ ทุกคนล้วนมี Spirit นักสู้ในแบบฉบับคนญี่ปุ่น ไม่มีนักฟุตบอลคนใดสร้าง Comfort Zone ส่วนตัวในทีม แม้จะเป็นนักฟุตบอลระดับ Super Star ของประเทศ แต่ทุกคน ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเยาวชน ถึงระดับอาชีพ ทั้งรุ่นใหม่ ถึงระดับ Super Star ยังคงฝีกฝน ฝีกซ้อม พัฒนาตนเองอย่างหนักและต่อเนื่อง จึงทำให้วงการฟุตบอลญี่ปุ่น ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ สามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นเหนือความคาดหมายในทุก Tournament และทำให้นักฟุตบอลญี่ปุ่นเป็นที่ยอมรับของสโมสรฟุตบอลทุก ๆ League ไม่เว้นแม้แต่พรีเมียร์ลีกอังกฤษ (Premier League) หรือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรของทรู คอร์ปฯ ที่ปลูกฝังการเรียนรู้ทักษะใหม่และปรับตัวอย่างต่อเนื่องแก่บุคลากรทุกระดับ ซึ่งเสมือนการพัฒนาองค์กรให้พร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในยุค Digital และทุกความท้าทายในอนาคต

   เรื่องราวของแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่แค่บทเรียนในโลกฟุตบอลเท่านั้น แต่เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจาก วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกองค์กร ทุกธุรกิจ ตั้งแต่ Startup ถึงองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลก ที่ผู้นำและผู้บริหารรุ่นใหม่ สามารถเรียนรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดต่าง ๆ ข้างต้น อย่างที่แมนฯ ยูไนเต็ดกำลังเผชิญ เพราะไม่ว่าจะเป็นสนามฟุตบอล หรือสนามธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและถูกทิศทาง คือ รากฐานที่สำคัญที่สุดของชัยชนะอย่างแท้จริง

Dashboard สร้างเองง่ายนิดเดียว ด้วย BI Tools

เพื่อติดตามและวัดผลกลยุทธ์ ให้ก้าวนำการตลาดยุค Digital

   ในยุค Digital ที่ข้อมูลมีค่าเท่าทองคำ จากการเป็นองค์ประกอบสำคัญในทุก ๆ การตัดสินใจของเรา โดยเฉพาะในการบริหารธุรกิจและการตลาดที่ต้องการความถูกต้อง แม่นยำสูง ทั้งเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างความพอใจแก่ลูกค้า สร้างแต้มต่อที่เหนือกว่าคู่แข่งขันในธุรกิจและการตลาด รวมถึง สร้างการตระหนักรู้ที่จะปรับเปลี่ยนตัวตน องค์กร และธุรกิจให้ทันความเปราะบาง และไม่แน่นอนในแต่ละวันของยุค VUCA

   ด้วยเหตุนี้ Fast Mini MBA จึงได้นำเสนอรูปแบบการบริหารธุรกิจ การตลาด และองค์กร ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Decision Making) โดยมีกระบวนการ Predictive Analytics ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลในอดีต ด้วยเทคนิคทางสถิติ ประสิทธิภาพของ Machine Learning และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อค้นหารูปแบบ แนวโน้ม และผลลัพธ์ทางธุรกิจและการตลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ยอดขาย หรือพฤติกรรมลูกค้า และแม้แต่ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดกับธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ … ซึ่งทั้งหมดนี้ เราต้องมีเครื่องมือสร้างความเข้าใจข้อมูลเชิงลึกในมือเรา คือ BI Tools หรือ Business Intelligence Tools เพื่อช่วยประมวลชุดข้อมูลสำคัญทางธุรกิจและการตลาดของเราออกมาเป็น Dashboard ให้เราเข้าใจได้ง่าย นำไปสู่การคาดการณ์ที่แม่นยำ ด้วย Predictive Analytics และในทุก ๆ การตัดสินใจทางธุรกิจและการตลาดต่อไป

BI Tools คือ?

   BI Tools หรือ Business Intelligence Tools คือ ชุด Software ที่ทำหน้าที่รวบรวม จัดการ วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลทางธุรกิจและการตลาดออกมาเป็น Dashboard ที่ทำให้เราและผู้เกี่ยวข้องสามารถทำความเข้าใจภาพรวม และแนวโน้มทางธุรกิจหรือการตลาด จากข้อมูลดิบที่กระจัดกระจายในหลายแหล่งข้อมูล เช่น ยอดขาย หรือผลตอบรับจาก Campaign การตลาด และพฤติกรรมลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายในสื่อ Online และ Social Media

   โดย Fast Mini MBA ขอชวนให้ลองจินตนาการ ถึงการบริหารธุรกิจหรือการตลาดที่เรามีข้อมูลการขายและการตลาดนับร้อยหรือพันแถว (Row) ใน MS Excel ที่คงยากกับการจะค้นหาสินค้าหรือบริการที่มียอดขายมากที่สุด ช่องทางที่ลูกค้าใช้ หรือแม้แต่วันและเวลาที่เราจะมียอดขายสูงสุด แต่ถ้าเรามี BI Tools ข้อมูลข้างต้น จะถูกจัดการและแปลงเป็น Graph เปรียบเทียบสีสวยงาม บน Dashboard ที่เราและผู้เกี่ยวข้องเห็นแล้วจะเข้าใจได้ง่าย

ดังนั้น เราจึงสามารถประมวลความสำคัญของ BI Tools กับการตัดสินใจทางธุรกิจและการตลาด คือ

  1. สร้างภาพรวมจากข้อมูลดิบเพื่อเจาะลึกข้อมูลได้สะดวกและง่าย โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเปิดรายงานหลายชุด หรือสลับไปมาระหว่าง Platformต่าง ๆ แต่ BI Tools จะทำหน้าที่ดึงข้อมูลเหล่านั้นทั้งหมด มารวมไว้บน Dashboard เดียว ที่ทำให้เราเห็นประสิทธิภาพทางธุรกิจและการตลาดได้ตั้งแต่ภาพกว้าง ไปจนถึงรายละเอียดของแต่ละ Campaign ที่เราใช้
  2. ช่วยให้ทุกการตัดสินใจขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Decision Making)เพราะ BI Tools จะทำหน้าที่แทนสัญชาติญาณหรือความรู้สึก และช่วยให้เรามีฐานข้อมูลประกอบการคาดการณ์ที่แม่นยำ นำไปสู่การตัดสินใจทางธุรกิจหรือการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เช่น การปรับงบประมาณการโฆษณาให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย และช่องทางการตลาด เป็นต้น
  3. ค้นพบโอกาส หรืออุปสรรคทางธุรกิจและการตลาดที่รวดเร็วเพราะข้อมูลที่ปรากฏบน Dashboard จะทำให้เราเห็นแนวโน้มต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน หรือทราบถึงทิศทางของธุรกิจและการตลาดที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปได้ล่วงหน้า นอกจากนี้ Dashboard ที่จัดทำด้วย BI Tools ยังสะท้อนปัญหาหรืออุปสรรคทางธุรกิจและการตลาดที่ควรได้รับการแก้ไข เช่น หาก Dashboard แสดง ConversionRate ของ Website ที่ลดลงอย่างผิดปกติ เราจะทราบเพื่อค้นหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาได้ก่อน
  4. เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ด้วยความรู้และเข้าใจในสินค้าหรือบริการที่ได้รับความสนใจจากลูกค้า และช่องทางการตลาดที่พวกเขาใช้ รวมถึง Campaignการตลาดที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด จะช่วยให้เราจัดสรรทรัพยากรทางธุรกิจและการตลาดได้อย่างเหมาะสม ด้วยการให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ให้ผลลัพธ์คุ้มค่า และลดการใช้จ่ายในแผนงานที่ไม่จำเป็น
  5. เพิ่มกระบวนการสื่อสารและทำงานร่วมกันเพราะเมื่อ BI Tools นำข้อมูลจากทุกแหล่งมารวมไว้ใน Dashboard เดียว จะช่วยให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกคนได้รู้ เข้าใจ ต่อสถานการณ์ทางธุรกิจและการตลาดร่วมกันได้สะดวกและง่าย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันได้อย่างมีนัยสำคัญ

BI Tools ที่ควรรู้จัก

   BI Tools เป็น Software ที่มีผู้ให้บริการเป็นจำนวนมาก แต่ที่ได้รับความนิยม เป็นที่รู้จัก ใช้งานง่าย ที่ Fast Mini MBA แนะนำ เช่น

– Google Looker Studio เป็น BI Tools ที่ Google ให้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มีคุณลักษณะการใช้งานที่เป็นมิตรกับผู้เริ่มต้นใช้ BI Tools มาก ด้วยการทำงานในลักษณะลากและวาง (Drag and Drop) เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง หรือ SMEs ที่สำคัญ คือ เราสามารถสร้าง Dashboard ร่วมกับ Google Products อื่น ๆ เช่น Google Analytic และ Google Ads ได้ง่าย

Microsoft Power BI เป็น BI Tools ที่นับว่าทรงพลังและได้รับความนิยมสูง เพราะมีทั้ง Version เสีย และไม่เสียค่าใช้จ่าย มีความสามารถประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกออกมานำเสนอใน Dashboard ได้ดี จึงเหมาะกับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีฐานข้อมูลจำนวนมากและซับซ้อน

Tableau เป็น BI Tools ที่มีความโดดเด่นด้านการแสดงผลด้วยภาพ (Visualization) ที่สวยงาม และโต้ตอบการใช้งานของผู้ใช้ได้ดี จึงเหมาะกับนักวิเคราะห์ข้อมูลที่ต้องการสร้างเรื่องราวจากข้อมูลอย่างมีศิลปะ (Data Storytelling) หรือนักวิเคราะห์ที่ต้องการ Dashboard ที่มีความซับซ้อนสูง

การประยุกต์ใช้ BI Tools กับธุรกิจและการตลาด

มีตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Dashboard จาก BI Tools เพื่อประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางธุรกิจและการตลาด เช่น

การตลาด ที่ปัจจุบันล้วนยกระดับเป็น Digital Marketing จะใช้ Dashboard เพื่อติดตามประสิทธิภาพของ Campaign โฆษณาด้วย Google Ads หรือ Facebook Ads เพื่อศึกษา วิเคราะห์จำนวนผู้เข้าชม Website (Traffic) และอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า (Conversion Rate) รวมถึง ต้นทุนต่อการได้ลูกค้า (CAC) ที่จะทำให้เราสามารถตัดสินใจปรับปรุง เปลี่ยนแปลง Campaign โฆษณาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การขาย โดยเราสามารถสร้าง Dashboard เพื่อสะดวกกับการติดตาม ศึกษา และวิเคราะห์ยอดขายตามประเภทพสินค้าหรือบริการ ช่องทางการจัดจำหน่าย ภูมิภาคการจำหน่าย รวมถึง หน่วยขายหรือพนักงานขาย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ จะสะท้อนให้เราทราบถึงสินค้าหรือบริการที่อยู่ในความสนใจของตลาดหรือลูกค้า และตัวตนของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ที่จะช่วยให้เราออกแบบ Campaign การตลาดที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อไป

การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า หรือ CRM (Customer Relation Management) ดังที่ Fast Mini MBA ได้เคยกล่าวถึง การรักษาลูกค้า (Customer Retention) ของ AIS และ TrueMove H ใน Predictive Analytics พลังการคาดการณ์ที่แม่นยำ ของนักการตลาดยุค Digital ที่ใช้ BI Tools จัดทำ Dashboard เพื่อทำ Predictive Analytics จากพฤติกรรมการใช้บริการ อัตราการคงอยู่ของลูกค้า (Customer Retention Rate) หรือมูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า (CLV) เพื่อออกแบบกลยุทธ์รักษาลูกค้า และเพิ่มความพึงพอใจแก่ลูกค้า ที่ส่งผลให้อัตราการยกเลิกใช้บริการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การเงินและการดำเนินงาน เราสามารถประยุกต์ BI Tools เพื่อออกแบบ Dashboard เพื่อติดตามสถานะทางการเงิน วิเคราะห์ต้นทุนและกำไร ที่สะดวกกับการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรผ่านงบการเงิน เป็นต้น อย่างเช่นการใช้ Microsoft Power BI ของ Amul ซึ่งเป็นผู้ผลิตนมรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ที่เคยเผชิญกับความซับซ้อนในการจัดการ Supply Chain จากเกษตรกรนมโครายย่อยหลายล้านราย ไปจนถึงข่องทางจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั้งประเทศ … โดยผลลัพธ์ที่ Amul ได้รับภายหลังที่มี Dashboard แสดงข้อมูลธุรกิจและการตลาดชัดเจนทุกกระบวนการ คือ ประสิทธิภาพการติดสินใจของผู้บริหาร Amul ที่สามารถลดการเน่าเสียของนม ระบบ Logistics ที่สามารถทำให้ลูกค้าได้รับสินค้านมสดใหม่ทุกวัน ในขณะที่เกษตรกรรายย่อยได้รับข้อมูลย้อนกลับ เพื่อปรับปรุงคุณภาพนมโคให้สามารถสร้างรายได้แก่พวกเขาอย่างยั่งยืน

   BI Tools ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับนักวิเคราะห์ข้อมูลเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ทุกคนในองค์กร โดยเฉพาะผู้บริหารและนักการตลาด ควรทำความรู้จักและนำมาประยุกต์ใช้ เพราะมันคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เรา เข้าใจข้อมูลได้อย่างลึกซึ้ง ตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ และขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและการแข่งขันสูงในปัจจุบัน

   คุณเองก็สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการเรียนรู้และทดลองใช้ Google Looker Studio หรือ Microsoft Power BI ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย แล้วมาดูกันว่าข้อมูลในมือของคุณ จะบอกอะไรที่น่าสนใจเกี่ยวกับธุรกิจและตลาดของคุณบ้าง!

Predictive Analytics พลังการคาดการณ์ที่แม่นยำ ของนักการตลาดยุค Digital

เราไม่ได้แค่ใช้ข้อมูลเพื่อมองย้อนกลับ แต่ใช้มันเพื่อ รู้ก่อน ทำก่อนและ เข้าใจลูกค้าให้ลึกกว่าใคร คือ คำกล่าวจากผู้บริหารท่านหนึ่งของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่สะท้อนถึงมุมมองต่อความสำคัญของข้อมูล และพลังของ Predictive Analytics ในยุค Digital Transformation

   ในยุคที่ข้อมูล คือ หัวใจการขับเคลื่อนธุรกิจ ที่ผู้นำ ผู้ประกอบการ นักกลยุทธ์ และโดยเฉพาะนักการตลาด ไม่สามารถพึ่งพาสัญชาติญาณหรือการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต แล้วคาดหวังว่าจะชนะการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงทุกขณะ ภายใต้พฤติกรรมของลูกค้าที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน ทำให้การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ที่แม่นยำ หรือ Predictive Analytics เป็นเครื่องมือสำคัญของการสนับสนุนให้นักการตลาดก้าวนำการแข่งขัน และความเปลี่ยนแปลงของลูกค้า ไม่ต่ำกว่าสองก้าวเสมอ

Predicitve Analytics คือ?

   Fast Mini MBA ได้เคยกล่าวถึงความสำคัญ และพลังของ Predictive Analytics ในการเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Decision Making) ที่ทำให้ทุกการตัดสินใจของผู้นำมีประสิทธิภาพขึ้น เช่นเดียวกับนักการตลาดที่สามารถและควรใช้ Predictive Analytics ให้เป็นพลังคาดการณ์ทางการตลาดที่แม่นยำ เพราะ Predictive Analytics คือ กระบวนการใช้ข้อมูลในอดีต ผนวกกับเทคนิคทางสถิติ การเรียนรู้ของ Machine Learning และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อค้นหารูปแบบ แนวโน้ม และผลลัพธ์ทางธุรกิจและการตลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ยอดขาย หรือพฤติกรรมลูกค้า และแม้แต่ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดกับธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

โดยสามารถประมวลประโยชน์ของ Predictive Analytics ต่องานการตลาดยุค Digital คือ

– เพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจที่แม่นยำให้นักการตลาด ด้วยฐานหรือชุดข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำ

– เพิ่ม Return on Investment (ROI) ด้วยประสิทธิภาพการเลือกลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำขึ้น จึงสนับสนุนการบริหารงบประมาณ และการออกแบบ Campaign การตลาด ที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงขึ้น

– เพิ่มความพึงพอใจแก่ลูกค้า และสร้างความภักดีต่อ Brand ด้วยความสามารถนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ลูกค้าต้องการในช่วงเวลาที่เหมาะสม

– เพิ่มความได้เปรียบทางการตลาด เพราะ Predictive Analytics จะช่วยให้นักการตลาดสามารถปรับเปลี่ยน Campaign การตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปได้เร็วกว่าคู่ข่งขัน

การประยุกต์ใช้ Predictive Analytics ทางการตลาด

 การแนะนำสินค้าที่ตรงใจ เพื่อเพิ่มยอดขาย (Personalized Product Recommendations) ของธุรกิจ e-Commerce เช่น Amazon หรือ Lazada ที่เคยพบปัญหาลูกค้าจะซื้อเฉพาะสินค้าที่ตนเองค้นหา (Search) ทำให้ธุรกิจเสียโอกาสในการนำเสนอสินค้าอื่น ๆ ที่ลูกค้าอาจจะสนใจ

จึงมีการประยุกต์ Predictive Analytics เพื่อสร้างระบบแนะนำสินค้า (Recommendation Engine) จากชุดข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ของธุรกิจ ตั้งแต่ประวัติการเข้าชมสินค้าของลูกค้า สินค้าที่ลูกค้าเคยซื้อ สินค้าที่อยู่ในตะกร้าสินค้าที่ยังไม่ได้ซื้อ พฤติกรรมการซื้อของลูกค้าอื่น ๆ ที่มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกัน และความเกี่ยวข้องของสินค้าระหว่างกัน เช่น รองเท้ากับถุงเท้า เป็นต้น สุดท้ายได้ผลลัพธ์เป็น

สินค้าแนะนำ ในหน้าแรกของ Website 

ลูกค้าที่ซื้อสินค้านี้ มักซื้อสินค้าเหล่านี้ ที่รายละเอียด (Description) สินค้า และ

สินค้าที่คุณอาจจะสนใจ ในระบบการแจ้งเตือนของ Website (Push Notification) หรือ e-Mail

การใช้ Predictive Analytics เพื่อแนะนำสินค้าที่ตรงใจ และเกี่ยวข้องกับความสนใจของลูกค้าแต่ละคน จึงเป็นเครื่องมือเพิ่มยอดขายได้ ทั้งในลักษณะ Cross-sell และ Up-sell เพิ่มมูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ย และที่สำคัญ คือ การสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้า Online ที่สะดวกสบายและน่าประทับใจกับลูกค้า

การคาดการณ์การเปลี่ยนแปลง และรักษาลูกค้า (Churn Prediction & Customer Retention) ในโลกของธุรกิจโทรคมนาคมที่การแข่งขันทวีความรุนแรง และลูกค้ามีอิสระในการเปลี่ยนค่ายผู้ให้บริการได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว ธุรกิจจึงไม่สามารถรอให้ลูกค้า “บอกลา” แล้วค่อยลงมือแก้ปัญหา แต่ต้อง “รู้ก่อน” ว่าใครกำลังจะเปลี่ยนใจ และ “ลงมือก่อน” ที่ลูกค้าจะจากไป

   ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ในประเทศไทยอย่าง AIS, TrueMove H และ dtac (ก่อนควบรวม) ต่างนำ Predictive Analytics มาประยุกต์ใช้เพื่อคาดการณ์แนวโน้มการยกเลิกบริการ (Churn) โดยอาศัยชุดข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ทั้งประวัติการใช้งาน รายการชำระเงิน ความถี่ในการติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า ประเภทของปัญหาที่พบ ตลอดจนข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ และนำมาวิเคราะห์ด้วย Machine Learning Model เพื่อสร้างแบบจำลองที่คาดการณ์ว่า ลูกค้าคนใด หรือกลุ่มใดมีความเสี่ยงที่จะยกเลิกบริการภายในช่วง 30 – 60 วันข้างหน้า จากนั้นฝ่ายการตลาดจะออกแบบ Campaign เชิงรุก ทั้งการติดต่อกลับเพื่อสอบถามปัญหา การนำเสนอ Package เฉพาะบุคคล หรือแม้แต่การปรับแต่ง Package ให้ตรงกับพฤติกรรมการใช้งานจริงของลูกค้า

   เช่น AIS ใช้ AI และ Predictive Modeling วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-Time เพื่อให้ทีม Retention สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ตรงจังหวะ ในขณะที่ TrueMove H และ dtac ได้ลงทุนในระบบ CRM และ Data Analytics เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลพฤติกรรมระหว่างบริการต่าง ๆ เช่น TrueID, TrueMoney และ Internet บ้าน เพื่อสร้างข้อเสนอแบบ “360 องศา” ที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลางใน Campaign การตลาดของค่าย ส่งผลให้อัตราการยกเลิกใช้บริการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และธุรกิจสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมทั้งเพิ่มความภักดีต่อ Brand ในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าธุรกิจโทรคมนาคมไทยจะอยู่ในสถานะกึ่งผูกขาดที่มีผู้ให้บริการในธุรกิจน้อย

เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และรักษาลูกค้า เช่นธุรกิจสถาบันการเงินในช่วงเปลี่ยนผ่านแห่งยุค Digital และ Digital Transformation โดยธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ริเริ่มการขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Data-Driven Marketing โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจากธุรกรรมการใช้บัตรเครดิต การกดเงินสด การโอนเงิน และการเปิดบัญชีใหม่ เพื่อคาดการณ์ถึงช่วงเวลาและเหตุผลที่ลูกค้าจะเลิกใช้บริการทางการเงินของธนาคารฯ

   จากนั้นแผนก Customer Retention จะติดต่อหาลูกค้า เพื่อนำเสนอบริการพิเศษทางการเงินของธนาคารฯ เช่น ข้อเสนอด้านสินเชื่อ การประกัน หรือ Promotion พิเศษเป็นรายบุคคล เช่นเดียวกับ Campaign การตลาด จากการคาดการณ์ที่แม่นยำด้วย Predictive Analytics ในธุรกิจโทรคมนาคม หากแต่ข้อเสนอของธนาคารไทยพาณิชย์ จะสัมพันธ์กับช่วงเวลาความต้องการบริการทางการเงินของลูกค้า เช่น กลุ่มลูกค้าที่เป็น First Jobbers จะต้องการใช้บริการบัตรเครดิต หรือกลุ่มลูกค้าที่เพิ่งแต่งงานจะมีความต้องการบริการด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ในขณะที่กลุ่มลูกค้าที่มีอัตราการใช้จ่ายสูง มีเงินออม ย่อมต้องการบริการหรือผลิตภัณฑ์ทางการลงทุน เป็นต้น

และนี่คือ ที่มาของคำกล่าวในตอนต้นบทความนี้

เครื่องมือและเทคโนโลยี ของ Predictive Analytics

   จากกรณีศึกษาต่าง ๆ เราจะพบว่าการประยุกต์ใช้ Predictive Analytics สำหรับการคาดการณ์แนวโน้มทางการตลาดที่แม่นยำ เพื่อการออกแบบหรือสร้างสรรค์ Campaign การตลาดสำหรับการกระตุ้นยอดขาย หรือการรักษาลูกค้านั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องมือและเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ปัจจัยสำคัญของ Predictive Analytics คือ คุณภาพของ Big Data ที่จะใช้เป็นฐานการศึกษาและวิเคราะห์หาแนวโน้มทางการตลาด ร่วมกับความรู้ ความเข้าใจบริบทของธุรกิจ การตลาด และกลยุทธ์องค์กรของผู้นำและนักการตลาด โดยมีเครื่องมือและเทคโนโลยีเป็นผู้ช่วย เช่น

Google Analytics 4 (GA4) สำหรับการติดตามพฤติกรรมลูกค้า และสร้างกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด

Customer Relation Management (CRM) Tools เช่น Saleforce หรือ HubSpot เพื่อจัดเก็บ รวบรวม และวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า

– AI และ Machine Learning เพื่อการวิเคราะห์ และประมวลผล จาก Big Data ให้เป็นรูปแบบ แนวโน้ม และผลลัพธ์ทางธุรกิจและการตลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

BI Tools เช่น Power BI และ Tableau สำหรับการสร้างภาพรวมของแนวโน้มทางการตลาดให้มีความชัดเจน เพื่อสะดวกต่อการตัดสินใจของผู้นำหรือนักการตลาดที่แม่นยำ สู่การพัฒนา Campaign การตลาดที่คุ้มค่าการลงทุน ทั้งในด้านความสามารถสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าเพิ่มขึ้น และมีความได้เปรียบทางการตลาดเหนือกว่าคู่แข่งขัน

การตลาดในอนาคต คือ การคาดการณ์ที่แม่นยำ

   Predictive Analytics ไม่ใช่เรื่องของ Trend หรือ Data Scientist เท่านั้น แต่นับเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังทางการตลาดของยุค Digital Transformation ที่นักการตลาด ต้อง ทำความเข้าใจ ศึกษา เรียนรู้ เพื่อประยุกต์ใช้ Predictive Analytics ให้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์และคาดการณ์รูปแบบ หรือแนวโน้มทางธุรกิจ ที่ไม่เพียงแค่ช่วยให้เราตามทันกระแสของตลาด แต่ยังเป็นแรงส่งให้เราสามารถขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจและการตลาด เพราะ เมื่อคุณคาดการณ์ได้แม่นยำ คุณย่อมวางแผนได้ล่วงหน้า และเมื่อคุณวางแผนได้ก่อน คุณจะชนะทุกสมรภูมิการแข่งขันทางธุรกิจและการตลาด 

   หากคุณเป็นผู้บริหาร ผู้ประกอบการ หรือนักการตลาด ที่ต้องการยกระดับความรู้การบริหารธุรกิจและการตลาดให้ก้าวทันโลกในอนาคต หลักสูตรต่าง ๆ ของ Fast Mini MBA พร้อมที่จะติดอาวุธทางปัญญา โดยมี Predictive Analytics เป็นหนึ่งในนั้น เพื่อให้คุณสามารถนำข้อมูลที่ท่วมท้นรอบตัว มาใช้ให้เป็นประโยชน์กับทุกการตัดสินใจ อย่างเฉียบคม และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

AI ผู้ช่วย “ผู้นำแห่งอนาคต”

ถ้าคุณต้องแข่งขันกับผู้นำที่มี AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัว 
คุณยังกล้าพอที่จะตัดสินใจแบบเดิมไหม?

ในโลกธุรกิจที่มีปัจจัยแห่งการเปลี่ยนภูมิทัศน์การดำเนินธุรกิจและการแข่งขันที่มากมายรอบด้าน โดยมีหนึ่งสิ่งที่เข้ามามีบทบาทเขย่าเศรษฐกิจและสังคมทุกวันนี้ให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence)

AI ในความเข้าใจของผู้คนจำนวนมาก คือ เทคโนโลยีที่ซับซ้อน และเชื่อว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องการทักษะเชิงสร้างสรรค์ของมนุษย์มากนัก แต่สำหรับผู้นำ ผู้ประกอบการ และนักบริหารที่มีวิสัยทัศน์ จะทราบดีว่าพัฒนาการของ AI ในทุก ๆ วัน คือ โอกาสในการพลิกโลกการบริหารธุรกิจและองค์กรให้ก้าวล้ำหน้าความต้องการของลูกค้า และสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันในธุรกิจหรือตลาด

ผู้นำต้องรู้!

AI จะเปลี่ยนการบริหารธุรกิจของคุณไปตลอดกาลได้อย่างไร?”

AI ผู้ช่วย “ผู้นำแห่งอนาคต”

 

แม้ว่าในหลายวาระที่ Fast Mini MBA จะได้เคยกล่าวถึง AI ในมิติการบริหารธุรกิจ และการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะไม่เพียงพอต่อการสร้างความเข้าใจเชิงลึกถึงบทบาทของ AI กับการบริหารธุรกิจและองค์กร และแนวทางประยุกต์หรือปรับให้ AI มาเป็นผู้ช่วยเตรียมความพร้อมต่อคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่รอโถมใส่เราทุกวัน

AI คืออะไร? และทำไม? ผู้นำแห่งอนาคตต้องสนใจ

AI ไม่ได้หมายถึง Computer เครื่องจักร หรือหุ่นยนต์ที่คิดเองได้ แต่หมายถึง ระบบที่สามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจ ปรับตัว คิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเองอย่างชาญฉลาด โดยอาศัยข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) เป็นแหล่งพลังทางปัญญา

บทบาทของ AI ต่อธุรกิจยุค Digital Transformation

เราสามารถนิยามบทบาท หรือความสำคัญของ AI ต่อการบริหารธุรกิจและองค์กร ในยุค Digital ได้โดยสรุป คือ

AI กับการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน เพราะในหลายธุรกิจและอุตสาหกรรมสามารถประยุกต์ใช้ AI กับระบบงานที่มีความซ้ำซาก หรืองานที่ต้องใช้การคำนวณที่ซ้ำซ้อนแทนมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีความเร็ว แม่นยำ ลดความผิดพลาด และประหยัดทรัพยากรการทำงานได้มาก

AI สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะ AI สามารถคิด วิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจและการตลาดได้ทั้งในเชิงลึกและกว้างอย่างรอบด้าน นำมาซึ่งการตัดสินใจของผู้นำ ผู้ประกอบการ และนักบริหารที่มีวิสัยทัศน์ได้อย่างเหมาะสม รวดเร็ว ล้ำหน้าหรือทันต่อความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและการตลาด

AI กับการพัฒนานวัตกรรม (Innovation) พัฒนาและความสามารถของ AI ในปัจจุบัน เป็นบริบทและกลไกสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจ สู่การสร้างสรรค์สินค้า บริการ และแม้แต่ Business Model ใหม่ ๆ ให้กับโลกแห่งอนาคต

ในยุค Digital Transformation ที่มีเทคโนโลยี AI เป็นกลไกขับเคลื่อน เราสามารถกล่าวได้ว่า หากคุณไม่เริ่มต้นที่จะเปิดใจและนำ AI มาเป็นผู้ช่วยบริหารธุรกิจและองค์กร ในอนาคตอันใกล้ คุณอาจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในธุรกิจและตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

AI กับการเปลี่ยนโลกบริหารธุรกิจ (The Dimensions of Change)

จากบทบาทของ AI ใน 3 มิติข้างต้น ร่วมกับการศึกษา Business Model ยุค Digital จำนวนมาก เราจะพบว่า AI ได้เข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยนโลกบริหารธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ คือ

  1. การตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Decision Making) จากอดีตที่ทุกการตัดสินใจจะอ้างอิงจากประสบการณ์ สัญชาติญาณ และด้วยขนาดข้อมูลจำนวนจำกัด แต่ปัจจุบันเราสามารถประยุกต์ให้ AIเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจและการตลาดจำนวนมาก (Big Data) ให้เราทราบถึงรูปแบบ (Patterns) และแนวโน้ม (Predictive Analytics) เช่น ยอดขาย หรือพฤติกรรมลูกค้า และแม้แต่ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดกับธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เช่น การใช้ AI ของ Netflix กับการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ชม เพื่อให้สามารถแนะนำภาพยนตร์หรือ Seriesที่ตรงกับความชอบของผู้ชมแต่ละคน ในลักษณะของการสร้างประสบการณ์ลูกค้าส่วนบุคคล (Personalized Customer Experience) หรือ AI ของ Amazon ที่สามารถปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การแข่งขัน และปริมาณสินค้าใน Stock ได้อย่าง Real-Time เป็นต้น
  2. กระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ (Operational Efficiency)โดยAI และระบบอัตโนมัติ หรือ RPA (Robotic Process Automation) เป็นระบบที่เข้ามาสนับสนุนกระบวนการทำงานที่มีความซ้ำซากแทนมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีความเร็ว แม่นยำ ลดความผิดพลาด และประหยัดทรัพยากรการทำงานได้อย่างเด่นชัด เช่น การทำงานของ Chatbot ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะสามารถตอบคำถามและให้บริการข้อมูลเบื้องต้นแก่ลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน หรือในบางอุตสาหกรรม ที่นำระบบการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ด้วย AI มาประยุกต์ใช้ จึงสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตของเครื่องจักร ลดของเสียและเวลาหยุดทำงานของเครื่องจักรเพื่อการบำรุงรักษาได้อย่างมาก เป็นต้น
  3. พัฒนานวัตกรรม และ Business Model(Innovation & Business Models) มีธุรกิจจำนวนมากที่ไม่ได้เพียงแค่ใช้ AI เพื่อปรับปรุงหรือยกระดับธุรกิจเท่านั้น แต่ AI ยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการค้นหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ทั้งการสร้างสรรค์สินค้า บริการ หรือแม้แต่การออกแบบBusiness Models ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่น การเกิดขึ้นของธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Car) หรือ Self-driving Cars ที่ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ถึงบริการขนส่งสาธารณะ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
  4. การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource & Workforce Management)โดยองค์กรจำนวนมาก ได้เริ่มประยุกต์ให้ AI ทำหน้าที่บริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์กร ตั้งแต่การออกแบบรายละเอียดงาน (Job Description) การสรรหาและคัดเลือกจากประวัติ (Resume) ของผู้สมัครจำนวนมาก ให้ได้ผู้สมัครที่เหมาะสมกับลักษณะงาน ทั้งยังทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อออกแบบและแนะนำหลักสูตรพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เหมาะสมกับบุคลากรแต่ละคน และเป้าหมายหรือกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานแก่องค์กรในทุกมิติ

การเตรียมตัวของ ผู้นำแห่งอนาคต” (What Leaders Need to Do)

การเตรียมตัวของผู้นำ ผู้ประกอบการ และนักบริหารที่มีวิสัยทัศน์ สู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคต โดยมี AI เป็นผู้ช่วยที่มีความสามารถรอบด้าน จะประกอบด้วยขั้นตอนที่เราสามารถประยุกต์ใช้ คือ

  1. ทำความเข้าใจกับพื้นฐานของ AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยไม่จำเป็นต้องรู้และเข้าใจในระดับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพียงให้รู้และเข้าใจในศักยภาพ ข้อจำกัดของ AIและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์และการตัดสินใจทางธุรกิจและองค์กร
  2. พัฒนา Mindsetให้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (DataDriven)ด้วยการสร้างและส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจทุกระดับ ลดและเลิกการใช้สัญชาตญาณ แต่เพิ่มความเชื่อมั่นในข้อมูลเชิงลึกที่ AI สามารถมอบให้ได้
  3. ลงทุนกับการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากร (Reskill & Upskill) แน่นอนว่า AIจะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินงานบางด้านภายในองค์กร แต่จะไม่สามารถแทนที่ทักษะเชิงสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานในเชิงบูรณาการ (Synergy) ดังนั้น เราจึงควรลงทุนกับการพัฒนาตนเองและองค์กรหรือบุคลากรให้ทันความเปลี่ยนแปลง ด้าน AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ
  4. ออกแบบนโยบายและจริยธรรม AIเพราะการเปิดโอกาสให้ AIมีบทบาทต่อการบริหารธุรกิจและองค์กร ควรเกิดขึ้นบนความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง จะถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสม เป็นธรรม (Fairness) โปร่งใส่ (Transparency) และที่สำคัญ คือ ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทั้งภายในและภายนอกองค์กร
  5. พัฒนาPilot Projectด้วย AI เช่น ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ที่ทดลองใช้ AI กับการวิเคราะห์พฤติกรรมการเงินของลูกค้าและให้บริการผ่าน Chatbot บน K PLUS หรือธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ที่พัฒนา AI เพื่อวิเคราะห์ Credit ของผู้ค้า Online ที่ไม่มีประวัติทางการเงินแบบดั้งเดิม รวมถึง Central Retail ที่นำ AI มาช่วยคาดการณ์ความต้องการสินค้า เพื่อออกแบบ Promotion เฉพาะบุคคลผ่านบัตร The1 Card เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มจาก Pilot Project ที่เน้นวัดผลและขยายต่อเมื่อเห็นผลลัพธ์จริง ซึ่งเป็นแนวทางที่เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน
  6. สร้างทีม (Diverse Teams) จากบุคลากรที่มีคุณสมบัติและความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ทั้งทางด้านเทคโนโลยี การบริหาร การตลาด การเงิน และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้ทีมพบเห็นโอกาส ปัญหาหรืออุปสรรค เช่น ข้อจำกัดของข้อมูลความซับซ้อนของการนำไปประยุกต์ใช้และที่สำคัญ คือ การต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากบุคลากร เพื่อการพัฒนากลยุทธ์นำ AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาขับเคลื่อนธุรกิจและองค์กรในยุค Digital ได้อย่างเหมาะสม

AI ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นโอกาสสำหรับผู้นำแห่งอนาคต ที่ต้องการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและองค์กรอย่างชาญฉลาดและมีวัสัยทัศน์ โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง พร้อมไปกับการพัฒนาบุคลากรให้รู้เท่าทันการใข้ AI ให้เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวของแต่ละคน โดยที่เราจะต้องไม่ลืมการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้พร้อมรับมือกับอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

อย่ารอ! จนถึงวันที่โลก หรือคู่แข่ง นำ AI มาเปลี่ยนธุรกิจของคุณ

อย่ากลัว! ที่จะนำ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยการเปลี่ยนผ่านธุรกิจและองค์กรของคุณสู่ยุค Digital

เริ่มต้นเรียนรู้ ศึกษา และนำ AI มาปรับใช้ในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวของคุณ และองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืนแก่ธุรกิจและองค์กรด้วยบทบาทผู้นำแห่งอนาคต … โดย Fast Mini MBA อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณตามหา

การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) กับการปรับตัวของผู้นำ ยุค Digital Transformation

ในหลาย ๆ องค์กรธุรกิจที่ผู้นำตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จะลงทุนกับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษา Talent ไว้กับองค์กร ให้สามารถปรับตัวเข้ากับยุค Digital Transformation ได้อย่างยาวนาน ดังจะเห็นได้จากความแข็งแกร่งในธุรกิจการเงินของธนาคารกรุงเทพ หรือแม้แต่การนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ในทุกช่วงเวลาของ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon จากธุรกิจร้านค้า Online สู่ Cloud Computing และอื่น ๆ เพียงเพราะเขาไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้ และทดลองสิ่งใหม่ ๆ

ปลุกพลังผู้นำ

สร้างความได้เปรียบด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง

ข้างต้น คือ ตัวอย่างที่สะท้อนถึงความสำเร็จของผู้นำองค์กรและองค์กรที่ประสบความสำเร็จในยุคที่โลกปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ทั้ง Digital Transformation การเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และการแข่งขันในตลาดการค้าทั้งภายในและต่างประเทศที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนส่งแรงกระเพื่อมต่อการบริหารและดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงโอกาสการเติบโตในสายอาชีพในระดับบุคคล ที่การศึกษาหรือเรียนรู้มาในอดีตไม่สามารถเป็นหลักประกันความอยู่รอดหรือความก้าวหน้าของธุรกิจและบุคคลคนหนึ่งได้อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับการพัฒนาตนเองและองค์กรด้วยการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่งเช่น Jeff Bezos และผู้นำองค์กรธุรกิจชั้นนำอีกมากมาย

การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) กับ Reskill และ Upskill

เราอาจจะคุ้นเคยกับคำว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) แต่อาจจะไม่คุ้นกับ Reskill และ Upskill ที่จะมาช่วยขยายความหมายของการเรียนรู้ตลอดชีวิตในแต่ละด้านให้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ

การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) คือ การเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต โดยไม่ได้จำกัดการเรียนรู้เฉพาะในห้องเรียนหรือหลักสูตรที่เป็นทางการ แต่หมายรวมถึง การเรียนรู้จากประสบการณ์ การอ่าน การฟัง หรือการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในงานสัมมนา และการสังเกตการณ์สิ่งรอบตัวอยู่เสมอ ดังนั้น การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงนับเป็นการลงทุนในความรู้และทักษะ เพื่อการเติบโตทางความคิดและประสบการณ์ ทั้งในชีวิตส่วนตัว สายอาชีพ และองค์กร

Reskill หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ทั้งหมด เพื่อจุดประสงค์ในการเปลี่ยนสายงาน หรืออาชีพ เช่น การ Reskill จากงานการตลาด (Marketing) ไปสู่การเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล หรือนักบัญชีที่อาจจะต้องเรียนรู้ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกธุรกิจ

Upskill หรือการพัฒนาทักษะเชิงก้าวหน้า เพื่อให้มีความรู้และทักษะที่มากขึ้น กว้างขึ้น และลึกขึ้น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในปัจจุบัน รองรับบทบาทที่เพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้นในอนาคต เช่น ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กับการศึกษาหลักสูตรจิตวิทยาอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร และรองรับการปรับตำแหน่งสู่ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรต่อไป เป็นต้น

การเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงเป็นกรอบใหญ่ที่มีบทบาทผลักดันให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบ Reskill และ Upskill โดยการเรียนรู้ตลอดชีวิตจัดเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับผู้นำทุกระดับและทุกคนในทุกองค์กร ที่ต้องการเพิ่มพูนศักยภาพทางความคิด การบริหาร รักษาความได้เปรียบให้แก่องค์กร ผ่านการสนับสนุนและส่งเสริมบุคลากรให้มีทักษะความรู้ที่เหมาะสมและจำเป็น ด้วยการ Reskill หรือ Upskill เป็นจำเป็นและอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การเพิ่มพูนศักยภาพและความได้เปรียบทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ด้วยกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ได้ “ดีที่มี” แต่คือ “ความจำเป็น” ที่ขาดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ด้วยเหตุผลต่าง ๆ คือ

  1. การเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของ AI และAutomationที่สามารถทำงานซ้ำซ้อนแทนมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ทักษะเชิงสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้นำต้องพัฒนาตนเองและองค์กรให้ทันความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ … ก่อนจะกลายเป็นผู้ถูกทิ้งไว้กับอดีต เช่น Satya Nadella ที่สามารถเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของ Microsoft ให้เปิดกว้างรับการเรียนรู้ใหม่ และให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกัน ส่งผลให้ Microsoft มีความแข็งแกร่ง สามารถก้าวกระโดดไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ในโลกเทคโนโลยีได้มากขึ้น
  2. เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อทุกสถานการณ์ เพราะการเรียนรู้อย่างไม่หยุดนิ่งของผู้นำและส่งต่อถึงองค์กร เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจทุกขณะ โดยมีทักษะที่หลากหลายในเชิงก้าวหน้า เป็นกลไกรับมือความไม่แน่นอน และพร้อมที่จะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จในการลงทุนของ Berkshire Hathaway ภายใต้การบริหารของWarren Buffettที่มีอุปนิสัยเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเชื่อว่าการอ่านและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจลงทุนที่ดี เป็นต้น
  3. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันแก่องค์กร ดังจะเห็นได้มากกับองค์กรที่ผู้นำให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และมีการลงทุนด้านการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ที่สะท้อนผลลัพธ์ออกมาเป็นความสามารถรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน ด้วยนวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เช่นที่ได้ยกตัวอย่างการรักษา Talent ของธนาคารกรุงเทพ ได้อย่างยาวนาน เพราะมีผู้นำและวัฒนธรรมสนับสนุนให้บุคลากรมีโอกาสพัฒนาตนเองเป็นประจำและอย่างต่อเนื่อง
  4. ยกระดับคุณสมบัติ และศักยภาพการเป็นผู้นำองค์กรแห่งยุค Digital Transformationที่ประกอบด้วย

– ความถ่อมตน โดยผู้นำที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก จะเชื่อว่าตนเองไม่ได้รู้ดีที่สุด จึงพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

– กระหายที่จะรู้ และสนใจในสิ่งรอบตัว พร้อมไปกับการค้นหาโอกาสเรียนรู้อยู่เสมอ ทั้งจากการอ่าน เข้าสังคม หรือแม้แต่การค้นหาจากประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง

– พร้อมที่จะปรับตัว โดยไม่ยึดติดกับวิธีการเดิม แต่พร้อมที่จะ “ลืม” สิ่งที่เคยรู้ และ “Relearn” หรือเรียนรู้ใหม่ เพื่อให้ทันต่อบริบทที่เปลี่ยนไป

– พร้อมที่จะลงทุนกับการเรียนรู้ให้กับตนเอง และบุคลากรในองค์กรอยู่เสมอ

การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

การเริ่มต้นสู่ผู้นำองค์กรแห่งยุค Digital Transformation และ VUCA ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากกับการจะปลูกฝังและสร้างอุปนิสัยเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่นเดียวกับผู้นำมากความสำเร็จคนอื่น ๆ โดยเริ่มจาก

  1. ประเมินตนเองและกำหนดเป้าหมาย ด้วยการสำรวจทักษะปัจจุบันของตนเอง และประเมินทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง เพิ่มเติม ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสายอาชีพหรือองค์กรในอนาคต เช่น “ฉันต้องการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ ที่เหมาะสมกับยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง แข่งขันได้ขององค์กร” เป็นต้น
  2. ค้นหา และสำรวจแหล่งเรียนรู้ ที่ปัจจุบันเต็มไปด้วยแหล่งข้อมูล ความรู้ ที่เข้าถึงได้ง่ายและหลากหลาย เช่น

– การอ่าน คือ คุณสมบัติพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งการอ่านหนังสือ บทความ หรืองานวิจัย ที่เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา 

– การเรียนรู้บนประสบการณ์ (On the Job Training) ด้วยการรวบรวมความรู้ที่ได้รับจาการทำหรือบริหารองค์กร ร่วมกับการรับคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบกาณ์

– เข้าร่วมสัมมนา และ Workshop เพราะเป็นโอกาสสำคัญของการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการสร้างเครือข่ายสังคม และธุรกิจ ที่จำเป็นสำหรับผู้นำในทุกยุคสมัย

– Course Online ทั้ง edX, Coursera, Udemy หรือ SkillLane ที่มีชุดความรู้ที่หลากหลายทักษะในทุกสาขา

– เข้าอบรมหลักสูตรระยะสั้น และเฉพาะทาง โดยมีหลักสูตร Mini MBA หรือหลักสูตรเฉพาะด้านจากสถาบันบริหารการศึกษาที่เชี่ยวชาญ เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการพัฒนาทักษะเชิงกลยุทธ์และภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารและผู้ประกอบการที่ต้องการทางลัด เน้นการนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

ในวันที่โลก และธุรกิจมีพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่เร็ว แรง และไม่เคยหยุดนิ่ง จากผลลัพธ์ของ Digital Transformation การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่คือ “ความจำเป็น” เพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าของทุก ๆ คน และทุก ๆ องค์กร

อย่ารอให้ถึงวันที่ทักษะของเราหรือ Talent ขององค์กรเป็นสิ่งล้าสมัย แต่ควรเริ่มก้าวแรกสู่การเป็นผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพของยุค Digital Transformation ด้วยการเพิ่มอุปนิสัยใฝ่เรียนรู้ เปิดกว้างกับความรู้ใหม่ เพื่อค้นหาและสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ พร้อมไปกับการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

ระลึกเสมอว่า ความรู้ คือพลัง และ การเรียนรู้ตลอดชีวิต คือความจำเป็น เริ่มต้นสร้างพลังนั้นให้กับตัวคุณและบุคลากร เพื่อพิชิตทุกโอกาสในอนาคต

——————————————————————–

หากคุณสนใจหลักสูตรที่ช่วยเร่งการพัฒนาทักษะเชิงบริหารและกลยุทธ์ เพื่อให้คุณพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในโลกธุรกิจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Fast Mini MBA ที่มีหลายหัวข้อ เพื่อช่วยให้คุณก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง เช่น Leadership 5.0, Agile Strategy หรือ AI for Executives ฯลฯ

 

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ : https://www.fastminimba.com/

#fastminimba #VUCA #MarketingforNonMarketers #NewManager

งบการเงินสำหรับผู้บริหาร (Finance for Non-Finance) เข้าใจงบการเงินเพื่อตรวจสอบสุขภาพธุรกิจ

อย่าปล่อยให้ตัวเลขเป็นอุปสรรค แต่จงใช้มันเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสที่มั่นคงให้ธุรกิจคุณ

ในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเลขผลประกอบการ บนความเปลี่ยนแปลงที่ผันผวนอยู่เสมอ ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร ทั้งในบทบาทผู้ประกอบการหรือนักบริหารมืออาชีพทุกสายงาน จำเป็นต้องตั้งอยู่บนชุดข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้บริหารที่ต้องการช้อมูลสถานะธุรกิจที่ถูกต้องแม่นยำ คือ งบการเงิน

แม้ว่าเรา (โดยส่วนมาก) จะไม่ได้มีพื้นฐานทางการเงินโดยตรง แต่เมื่อก้าวมาสู่สถานะผู้บริหารของธุรกิจ ความสามารถในการอ่านและตีความงบการเงินเบื้องต้น จะช่วยให้เราเห็นและเข้าใจภาพรวมของธุรกิจผ่านสถานะหรือสุขภาพทางการเงิน และนำไปสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น

งบการเงินที่ผู้บริหารต้องรู้จัก

โดยทั่วไป งบการเงินสำหรับธุรกิจที่เราต้องรู้จัก เข้าใจ เพื่ออ่านให้ออก จะมี 3 ประเภท คือ

  1. งบดุล (Balance Sheet)หรืองบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) เป็นงบการเงินที่แสดงภาพรวมของสินทรัพย์ (สิ่งที่ธุรกิจเป็นเจ้าของ), หนี้สิน (สิ่งที่ธุรกิจเป็นหนี้ผู้อื่น)และส่วนของผู้ถือหุ้น (ส่วนทุนของเจ้าของ) ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เปรียบเสมือนภาพถ่ายสถานะทางการเงินของธุรกิจ โดยมีสูตรพื้นฐานของงบดุล คือ

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น

  1. งบกำไรขาดทุน (Statement of Profit or Loss)หรืองบรายได้ (Income Statement) เป็นงบการเงินที่แสดงผลการดำเนินงานของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายไตรมาส หรือรายปี โดยสรุปเป็นรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) ที่เกิดขึ้น โดยมีสูตรพื้นฐานของงบกำไรขาดทุนคือ 

รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไร (ขาดทุน) สุทธิ

  1. งบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flows)เป็นงบการเงินที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง ที่ช่วยให้เราเห็นและเข้าใจภาพรวมของการใหลเข้าและออกของเงินสดในธุรกิจ ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก คือ การดำเนินงาน การลงทุน และการจัดหาเงิน

การใช้งบการเงิน เพื่อตรวจสอบสถานะ (สุขภาพ) ธุรกิจ

จากงบการเงินหลักทั้ง 3 ในข้างต้น เราสามารถนำข้อมูลเหล่านั้น มาวิเคราะห์และประเมินสถานะหรือสุขภาพของธุรกิจในด้านต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจใด ๆ โดยเฉพาะการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ คือ

  1. สภาพคล่อง (Liquidity)หรือความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นโดยศึกษาจากงบดุล ด้วยการเปรียบเทียบสินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ กับหนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) ที่ประกอบด้วยเจ้าหนี้การค้า และเงินเบิกเกินบัญชี

โดยอัตราส่วนที่สำคัญในสภาพคล่องของธุรกิจ ประกอบด้วย

อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) เพื่อประเมินสถานะทางการเงินของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประเมินความสามารถชำระหนี้ระยะสั้น และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ

อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (Quick Ratio หรือ Acid-Test Ratio) มีประโยชน์ต่อการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นโดยไม่นับรวมสินค้าคงคลัง ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจสถานะที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสภาพคล่องในธุรกิจของเรา และจะยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน

  1. ความสามารถในการทำกำไร (Gross Profit Margin)หรือประสิทธิภาพในการสร้างผลกำไรระดับต่าง ๆ ของธุรกิจ ด้วยการพิจารณาข้อมูลจากงบกำไรขาดทุนในส่วนของรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรที่คำนวณได้ในแต่ละขั้น

การศึกษาความสามารถในการทำกำไร จะมีอัตราส่วนที่สำคัญในการศึกษาหรือพิจารณา คือ

อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของธุรกิจ ที่จะช่วยให้เราประเมินความสามารถของธุรกิจในการควบคุมต้นทุนและสร้างกำไรจากการขายสินค้าหรือบริการ เพื่อการออกแบบกลยุทธ์ธุรกิจที่เหมาะสมต่อไป

อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operation Profit Margin) เป็นอัตราส่วนที่แสดงให้เราได้ทราบถึงประสิทธิภาพในการสร้างรายได้จากการดำเนินงานหลักหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้ว ซึ่งจะช่วยให้เราประเมินได้ว่าธุรกิจมีการควบคุมต้นทุนได้ดีหรือไม่ และอย่างไร ทั้งยังสามารถใช้ในการเปรียบเทียบกับคู่แข่งหรืออุตสาหกรรมเดียวกันได้อีกด้วย

อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์สถานะทางการเงินของธุรกิจในด้านความสามารถทำกำไรของธุรกิจเราได้อย่างครอบคลุม จึงช่วยให้เราประเมินสุขภาพทางการเงินของธุรกิจ การตัดสินใจทางธุรกิจ รวมถึง การพิจารณาความสนใจของนักลงทุน และการคำนวณภาษีอีกด้วย

  1. ความสามารถในการชำระหนี้ระยะยาว (Solvency)คือ ความสามารถในการชำระหนี้ทั้งหมดของธุรกิจ โดยใช้ข้อมูลจากงบดุล เพื่อเปรียบเทียบหนี้สินรวม กับสินทรัพย์รวม และส่วนของผู้ถือหุ้น โดยมีอัตราส่วนที่สำคัญในการศึกษาความสามารถชำระหนี้ระยะยาวของธุรกิจ คือ

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt-to Equity Ratio) เป็นตัวชี้วัดสำหรับแสดงสถานะหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเงินของธุรกิจและระดับความเสี่ยงจากการกู้ยืมเงินได้

อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ (Debt-to-Asset Ratio) เป็นเครื่องมือทางการเงินที่จะแสดงสถานะหรือสุขภาพของธุรกิจว่าสินทรัพย์ในธุรกิจมีเงินทุนมาจากหนี้สินมากน้อยเท่าไร ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงของธุรกิจด้านความสามารถในการชำระหนี้ และการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน

  1. ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Efficiency)เป็นการนำข้อมูลการเงินจากงบดุลและงบกำไรขาดทุนมาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ และการจัดการหนี้สินของธุรกิจเรา โดยมีอัตราส่วนที่สำคัญ คือ

อัตราหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (Accounts Receivable Turnover) ช่วยวัดประสิทธิภาพในการจัดเก็บหนี้ของเรา โดยอัตราที่สูงแสดงว่าธุรกิจสามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้รวดเร็วและมีระบบติดตามหนี้ที่ดี ซึ่งมีประโยชน์ต่อการปรับปรุงกระแสเงินสด เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ทั้งยังช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายด้านลูกหนี้การค้าของเรา

ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (Average Collection Period) ช่วยให้เราประเมินประสิทธิภาพในการเก็บหนี้ วางแผนกระแสเงินสด และประเมินเงื่อนไขด้านลูกหนี้การค้า หากระยะเวลาเก็บหนี้สั้น จะแสดงว่าธุรกิจมีสภาพคล่องที่ดี สามารถลดการพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอก เช่น การกู้ยืม เป็นต้น

อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับการจัดการสินค้าคงคลังในธุรกิจ โดยจะช่วยให้เราประเมินความสามารถด้านการขาย การบริหารเงินทุน และลดความเสี่ยงจากการล้าสมัยของสินค้าได้

  1. กระแสเงินสด (Cash Flow)เพื่อตรวจสอบความสามารถในการสร้างและบริหารเงินสดในธุรกิจของเรา โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดที่ได้รับจากกิจกรรมหลักต่าง ๆ ในงบกระแสเงินสด ซึ่งธุรกิจของเราควรมีกระแสเงินสดเป็นบวก ที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนต่อเนื่องต่อไป

ทั้งนี้ ในการใช้งบการเงินมีข้อควรจำหรือตระหนักสำหรับผู้บริหาร เพื่อตรวจสอบสถานะ (สุขภาพ) ธุรกิจ คือ

– เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์กับดัชนีอุตสาหกรรม เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงานของเรากับคู่แข่งขัน

– พิจารณาแนวโน้มของอุตสาหกรรมในระยะเวลาที่ผ่านมา ร่วมกับการวิเคราะห์งบการเงิน จะทำให้เราทราบถึงพัฒนาการของธุรกิจเราที่ชัดเจนขึ้น

– ทำความเข้าใจบริบทในธุรกิจของเรา เพราะอัตราส่วนทางการเงินอาจจะมีความหมายแตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม

– อย่าพิจารณาแต่ตัวเลข เพราะงบการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมินธุรกิจเท่านั้น ดังนั้น เราจึงควรพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เช่น สภาพเศรษฐกิจ การตลาด ความรุนแรงของการแข่งขัน และกลยุทธ์ธุรกิจของเราร่วมด้วย ซึ่งจะสะท้อนสถานะหรือสุขภาพธุรกิจเราได้ชัดเจนขึ้น

ประโยชน์ของงบการเงินในยุค VUCA

ในสถานการณ์การบริหารธุรกิจภายใต้ความไม่แน่นอนทั้งภายในและต่างประเทศ งบการเงินจะเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการประเมินสถานะหรือสุขภาพทางธุรกิจ เพื่อประกอบการตัดสินใจที่รอบคอบ เหมาะสม ลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น

– ผลการดำเนินงานล่าสุดในงบกำไรขาดทุน อาจจะเป็นสัญญาณเดือนการปรับกลยุทธ์ธุรกิจ

– งบกระแสเงินสด ซึ่งแสดงการไหลเวียนของเงินสดในธุรกิจ มีความจำเป็นอย่างมากต่อการประเมินความสามารถในการอยู่รอด (Survival) และเติบโตของธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูง

– เราสามารถใช้งบการเงินเป็นข้อมูลพื้นฐานของการสร้างแผนสถานการณ์จำลองธุรกิจ (Scenario Planning) ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น เศรษฐกิจถดถอย หรืออัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินผันผวน เพื่อประเมินผลกระทบ และออกแบบกลยุทธ์ที่เหมาะสมได้ล่วงหน้า

– งบการเงินที่โปร่งใส จะช่วยให้นักลงทุนหรือสถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นในธุรกิจของเรา ทำให้สะดวกและง่ายต่อการระดมทุนหรือขอสินเชื่อสำหรับธุรกิจของเราในอนาคต

การจัดทำและมีข้อมูลทางการเงินที่ชัดเจน เข้าใจง่าย จะเป็นเสมือนเข็มทิศช่วยนำทางผู้บริหาร เพื่อประเมินสถานะของธุรกิจ ระบุความเสี่ยง โอกาส และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม รอบคอบ ลดความผิดพลาด และเพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทั้งภายในและต่างประเทศ

แม้ว่าการเงินอาจเป็นศาสตร์ที่ซับซ้อนสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีพื้นฐานโดยตรง แต่การทำความเข้าใจงบการเงินหลัก ๆ สามารถนำมาประกอบการวิเคราะห์สถานะหรือสุขภาพของธุรกิจในเบื้องต้น คือ ทักษะที่สำคัญสำหรับผู้บริหารทุกคนในยุค VUCA

อย่าปล่อยให้ตัวเลขเป็นอุปสรรค แต่จงใช้มันเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสที่มั่นคงให้ธุรกิจคุณ

ความเข้าใจพื้นฐาน ของ AI และ Machine Learning ในวันที่เศรษฐกิจไทยซบเซา

   ปัจจุบัน (2025) คือ ช่วงเวลาที่เราไม่สามารถปฏิเสธว่าธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ ส่งผลต่อเนื่องถึงกำลังซื้อในตลาดที่ลดลง การแข่งขันในตลาดและธุรกิจจึงทวีความดุเดือดรุนแรงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้น โดยมีแรงกดดันสำคัญจากความพยายามจัดระเบียบการค้าใหม่ของสหรัฐอเมริกา ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี Donald Trump

   แน่นอนว่าเราไม่สามารถที่จะ “รอ” ให้สถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายไปเอง หรือจะพึ่งพาการบริหารและจัดการทางธุรกิจ Style เดิม ๆ ได้อีกต่อไป หากแต่จำเป็นต้องเรียนรู้แนวคิด วิธีการ และเครื่องมือที่เหมาะสมใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารธุรกิจให้ก้าวข้ามวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ในครั้งนี้ไปได้ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ และ Machine Learning (ML) ที่ไม่ได้เป็นเรื่องใกลตัว หรือเป็นเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น

   แต่ในความเป็นจริง AI และ ML ไม่ใช่แค่ Trend แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้ประกอบการ และนักบริหารธุรกิจไทยทุก ๆ ธุรกิจ และทุกขนาด จำเป็นต้องรู้ เข้าใจ ใช้ให้เป็น เพราะ AI และ ML คือ “วัคซีน” ป้องกันธุรกิจจากปัจจัยลบรอบด้าน และเป็น “โอกาส” สำหรับสร้างความแตกต่าง ความได้เปรียบทางการตลาดและธุรกิจของเรา

 

ความหมายของ AI และ ML

   เชื่อว่าหลายคนจะเคยได้ยินคำว่า AI และ ML ควบคู่กันทุก ๆ ครั้ง เมื่อมีการกล่าวถึงเทคโนโลยี AI จนหลาย ๆ คน อาจจะเกิดความสับสนในความหมายของสองคำนี้พอสมควร

Fast Mini MBA ขออธิบายความหมายโดยสังเขป คือ

   AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ คือ ระบบการรับรู้ เรียนรู้ การคิด การสร้างสรรค์ การแก้ไขปัญหา และการตัดสินใจ ที่สามารถเลียนแบบความสามารถทางสติปัญญาของมนุษย์ หรือจะกล่าวให้เข้าใจได้ว่า AI คือ ความฉลาดเทียม

   ML (Machine Learning) คือ วิธีการทำให้เกิด AI ซึ่งในที่นี้จะหมายถึงความสามารถของเทคโนโลยี Computer หรือเครื่องจักรที่สามารถเลียนแบบความสามารถของสมองมนุษย์ โดยไม่จำเป็นต้องป้อนคำสั่งการทำงานทีละขั้นตอน หรือจะกล่าวให้เข้าใจอย่างง่ายว่า ML คือ สมองเทียม

   ตัวอย่างเช่น หาก AI คือ การทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองอย่างปลอดภัยและถูกวินัยจราจร นั่นหมายความว่า ML คือ ระบบที่มีกระบวนการรับรู้ และการเรียนรู้วิธีการขับขี่รถยนต์ การหยุด และควบคุมพวงมาลัย รวมถึงความเข้าใจที่จะสามารถแยกแยะสิ่งกีดขวาง รถยนต์คันอื่น ๆ และป้ายจราจร เพื่อผลลัพธ์สุดท้าย คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองอย่างปลอดภัยและถูกวินัยจราจร

ML จึงเป็นส่วนหนึ่งของ AI ในขณะที่ AI จะไม่สามารถขาด ML ได้ โดยที่หัวใจสำคัญของ ML คือ

  1. ข้อมูล เพราะสมองเทียมด้วยเทคโนโลยี Computer ต้องการข้อมูลจำนวนมาก เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ นำไปสู่ความฉลาด (เทียม) ที่มากขึ้นตามไปด้วย
  2. การเรียนรู้รูปแบบ เพราะเทคโนโลยี Computer จำเป็นต้องมีรูปแบบ (Pattern) ความสัมพันธ์ หรือ Insightในข้อมูลที่ถูกป้อนในกระบวนการเรียนรู้ของระบบหรือเทคโนโลยี Computer
  3. การนำไปใช้ ในลักษณะของ AIที่สามารถคิด สร้างสรรค์ แก้ไขปัญหา และตัดสินใจแทนสติปัญญาของมนุษย์

AI และ ML วัคซีนสร้างโอกาส สำหรับธุรกิจไทย

   ดังได้กล่าวในข้างต้นว่า AI และ ML ไม่ใช่ Trend แต่เป็นเครื่องมือที่ผู้ประกอบการ และนักบริหารธุรกิจไทยทุก ๆ ธุรกิจ และทุกขนาด จำเป็นต้องรู้ เข้าใจ และใช้ให้เป็น เพราะ AI และ ML ในวันนี้ คือ “วัคซีน” ป้องกันธุรกิจจากปัจจัยลบรอบด้าน และเป็น “โอกาส” ในการสร้างความแตกต่าง ความได้เปรียบทางการตลาดและธุรกิจของเรา โดยเราสามารถประยุกต์ AI และ ML ให้เกิดประโยชน์กับการดำเนินธุรกิจ เช่น

  1. รีดไขมันธุรกิจ หรือการลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพเป็นเท่าตัว โดยเราสามารถประยุกต์ AIและML สำหรับการวิเคราะห์กระบวนการทำงานภายในธุรกิจ ทั้งการพัฒนา ML ให้เป็น AI ขององค์กรที่สามารถคิดหรือทำงานได้แม่นยำและเร็วกว่ามนุษย์

ตัวอย่าง การประยุกต์ AI และ ML ในธุรกิจค้าปลีก คือ การวิเคราะห์ข้อมูลยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า และผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ เพื่อพยากรณ์ความต้องการสินค้าในแต่ละช่วงเวลาและแต่ละสาขาที่แม่นยำ สนับสนุนแผนการสั่งซื้อ และการบริหาร Stock สินค้า ป้องกันปัญหาต้นทุนจม (ลดต้นทุน) หรือการเสียโอกาสทางการตลาดในธุรกิจ (เพิ่มประสิทธิภาพ) เป็นต้น

  1. เข้าถึง Insight ลูกค้า และรักษาลูกค้าเดิมให้เป็นลูกค้าประจำ โดยเราสามารถนำเทคโนโลยี AIและ ML เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ความสนใจและความต้องการของลูกค้าที่แม่นยำ ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นไปทางเศรษฐกิจและการตลาดในปัจจุบันที่กำลังซื้อตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การหาและสร้างลูกค้าใหม่ จึงมีความยากและต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิมให้เป็นลูกค้าประจำอย่างมีนัยสำคัญ ดังที่เราจะเห็นได้จากธุรกิจ e-Commerce ที่ประยุกต์เทคโนโลยี AI และ ML ในการวิเคราะห์ประวัติการเข้าชม การซื้อ หรือแม้แต่การ Click เลือกสินค้าของลูกค้าแต่ละคน เพื่อนำมาวิเคราะห์และสร้างรูปแบบการนำเสนอสินค้าและ Promotion ที่ตรงกับความสนใจและต้องการของลูกค้าเป็นราย ๆ ในลักษณะ Real-time และยังสามารถให้ AI ของระบบติดตามพฤติกรรมลูกค้า เพื่อประเมินโอกาสที่พวกเขาจะเปลี่ยนใจไปใช้บริการของคู่แข่งขัน (Churn Prediction) และนำเสนอข้อเสนอพิเศษที่จะดึงดูดพวกเขาให้สั่งซื้อสินค้า รวมถึง การสร้างความภักดี (Loyalty) ทางการตลาดและธุรกิจต่อไป

  1. ค้นหาโอกาสใหม่ทางการตลาดและธุรกิจ โดยเราสามารถให้AI และ ML ค้นหาโอกาสทางธุรกิจและการตลาดที่ซ่อนอยู่ในภาวะเศรษฐกิจซบเซาชะลอตัวทั่วโลก ผ่านการประมวลผลข้อมูลแนวโน้มทางการตลาด จากการแสดงความรู้สึก (Like & Share) และความคิดเห็นของกลุ่มลูกค้าใน Social Media หรือแม้แต่ข้อมูลจากคู่แข่งขันทางธุรกิจ ที่เราอาจจะพบโอกาสใหม่จากช่องว่างหรือความต้องการของตลาดที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่

ยกตัวอย่างธุรกิจร้านอาหาร อาจจะนำ AI และ ML มาช่วยวิเคราะห์ Trend หรือแนวโน้มอาหารที่ลูกค้ากำลังสนใจหรือต้องการ จาก Feedback ใน Social Media ของพวกเขา ซึ่งทางร้านอาจจะนำมาพัฒนารายการอาหารใหม่หรือบริการเสริมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้เพิ่มในตลาดเดิม หรือแม้แต่การขยายฐานไปสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ เป็นต้น

  1. เพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจให้รวดเร็ว แม่นยำ เชื่อถือได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ปัจจัยรอบด้านทางสังคม เศรษฐกิจ และธุรกิจมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อธุรกิจของเราได้ ซึ่ง AI และ ML สามารถเติมเต็มองค์ประกอบการตัดสินใจให้กับเราได้ ด้วยการใช้เป็นเครื่องมือประมวลผลข้อมูลและนำเสนอ Insightสำคัญ ให้เรารู้ เข้าใจอย่างรอบด้าน รวมถึง การสร้างแนวทางตัดสินใจ ให้เราใช้ประกอบการตัดสินใจที่เหมาะสมและแม่นยำยิ่งขึ้น เช่น การให้ AI วิเคราะห์ผลตอบรับของ Campaignโฆษณาในสื่อ Digital เพื่อปรับปรุงเนื้อหา (Content) หรืองบประมาณการโฆษณาตามประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น

 

   การเข้าใจพื้นฐานของ AI และ ML ในวันนี้ ได้กลายมาเป็นความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ และผู้บริหารธุรกิจไทย แต่สิ่งสำคัญกว่า คือ การพิจารณาศักยภาพในการนำ AI และ ML มาประยุกต์ใช้บนบริบทและความท้าทายเฉพาะของธุรกิจเรา เพราะเครื่องมือทั้งสองนี้ จะเป็นวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันธุรกิจจากความไม่แน่นอนของปัจจัยต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจและธุรกิจยุค VUCA ทั้งยังเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสใหม่ เพื่อการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนต่อไป

   การติดอาวุธทางการบริหารและจัดการธุรกิจ ด้วย AI และ ML มีหลากหลายวิธีการ แต่แนวทางหนึ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเปรียบได้กับทางลัดที่จะช่วยให้คุณเข้าใจแก่นสำคัญและแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และ ML ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ คือ หลักสูตร Mini MBA ต่าง ๆ เช่น Fast Mini MBA : Marketing for Non-Marketers in the Age of AI หรือหลักสูตรการตลาด สำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักการตลาดในยุค AI … Click เลย

คู่มือออกแบบประสบการณ์ลูกค้า : กลยุทธ์ออกแบบอารมณ์ ให้ Brand โดนใจลูกค้า (2)

   จาก คู่มือออกแบบประสบการณ์ลูกค้า : ออกแบบอารมณ์ (1)” ที่ Fast Mini MBA ได้กล่าวถึงแนวคิดสำคัญ คุณค่า และพลังของการออกแบบอารมณ์ (Emotional Design) ในการสร้างประสบการณ์ลูกค้า ให้ Brand ไม่ “จบ” ที่การขายได้เพียงครั้งแรกหรือครั้งเดียว แต่ยังช่วยให้ลูกค้าจดจำ ประทับใจ และเกิดเป็น Brand Loyalty ที่พร้อมจะยกระดับจากลูกค้าผู้ภักดีให้มาเป็นผู้สนับสนุน (Advocates) ที่มีมูลค่าและคุณค่าต่อธุรกิจทุก ๆ Brand ในโลกยุค VUCA

   โดย Fast Mini MBA ได้ถอดบทเรียนการสร้างประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) ด้วยอารมณ์หรือความรู้สึก เป็นกลยุทธ์ออกแบบอารมณ์ ให้โดนใจลูกค้า และสร้าง “แฟนพันธุ์แท้” ของ Brand ให้เกิดได้ เช่นที่ After You ธุรกิจร้านขนมที่เป็นมากกว่าร้านขนมสัญชาติไทย หรือ Apple และแม้แต่ “The Kop” ของสโมสร Liverpool FC. ฯลฯ

กลยุทธ์ออกแบบอารมณ์ (Emotional Design)

  1. เข้าใจ อารมณ์หรือความรู้สึกของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย (Empathy-Driven Research)เพื่อนำรายละเอียดที่เกี่ยวกับความต้องการ ความคาดหวัง หรือแรงจูงใจในมุมมองของพวกเขา ไปเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ Persona ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของ Brand ผ่านขั้นตอน หรือวิธีการที่เราสามารถประยุกต์ ใช้ เช่น

การวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านกระบวนการสัมภาษณ์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างเจาะลึก (In-depth Interviews) หรือการจัดกลุ่มสนทนา (Focus Groups) เพื่อค้นหาและทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้ได้อย่างแท้จริง

วิเคราะห์ความคิดเห็นของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ผ่านการแสดงออกรูปแบบต่าง ๆ เช่น การแสดงความรู้สึก การแสดงความคิดเห็น (Comments) หรือแม้แต่การ Re-views ใน Social Media ของพวกเขา เพื่อให้ทราบถึงสิ่งกระตุ้นและความสนใจของพวกเขา

สร้าง Empathy Map คือ การสร้างแผนผังที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของ Brand คิด รู้สึก พูด และกระทำ ที่จะช่วยให้เราเข้าใจอารมณ์หรือความรู้สึกจากมุมมองของพวกเขาได้อย่างชัดเจนขึ้น

Persona Development คือ การสร้างตัวแทนลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของ Brand ที่มีรายละเอียดใกล้เคียงกับพวกเขามากที่สุด ทั้งบุคลิก ลักษณะ แรงจูงใจ และความคาดหวัง ที่จะสนับสนุนการออกแบบความรู้สึกให้กับการสร้างประสบการณ์ลูกค้ามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

  1. สร้างจุดสัมผัสทางอารมณ์ (Emotional Touchpoint Mapping) ใน Customer Journeyเพื่อค้นหาอารมณ์หรือความรู้สึกของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้พบในทุก ๆ จุดสัมผัสที่พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับBrand

Customer Journey Mapping Workshop ด้วยการจัดกิจกรรมในรูปแบบการระดมสมอง เพื่อระบุทุก ๆ ขั้นตอนที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายต้องเผชิญบน Customer Journey นับตั้งแต่การรับรู้ รู้จัก Brand ถึงบริการหลังการขายที่พวกเขาได้รับ

ระบุโอกาสทางอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ในแต่ละจุดสัมผัส เพื่อพิจารณาโอกาสสร้างเสริมอารมณ์เชิงบวก หรือป้องกันการเกิดอารมณ์เชิงลบกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

  1. บูรณาการ การออกแบบอารมณ์ 3 ระดับของ Don Normanเพื่อประยุกต์กับการออกแบบอารมณ์หรือความรู้สึกแก่ Brand

Visceral Design ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ของสินค้าหรือบริการให้น่าดึงดูดใจ สร้างความประทับใจแรกที่ดี ด้วยสีสัน รูปทรง ผิวสัมผัส และภาพที่สื่อถึงอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Brand

– Behavioral Design ด้วยการออกแบบการใช้งานที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว แต่มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการหรือคาดหวังให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และให้ความรู้สึกมั่นใจ พึงพอใจกับการใช้งานสินค้าหรือบริการของ Brand

– Reflective Design คือ การให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ ผ่านความรู้สึกภาคภูมิใจ ความผูกพัน และความหมายที่ดีระหว่างลูกค้ากลุ่มเป้าหมายกับ Brand เช่น ความรู้สึกของลูกค้า Apple เป็นต้น

  1. ใช้ Storytellingเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ระหว่างลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และ Brandด้วยกลยุทธ์ที่เหมาะสม เช่น

– Brand Story คือ การสื่อสารด้วยเรื่องราวของ Brand ที่สะท้อนคุณค่าและพันธกิจที่สอดคล้องกับความต้องการ ความคาดหวัง หรือแม้แต่ความเชื่อของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เช่น “70 ปี แห่งความสวย” ของศรีจันทร์ เป็นต้น

Customer Stories คือ การแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จหรือประสบการณ์เชิงบวกของลูกค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และแรงจูงใจแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ของ Brand

– Narrative in Design คือ การบูรณาการ (Synergy) องค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ Brand ให้เป็นเรื่องราวที่มีการดำเนินเรื่อง (Plot) อย่างต่อเนื่องและน่าติดตาม โดยมุ่งหวังให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้สึกถึงความ

เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวนั้น ๆ เช่น Campaign ที่เน้นย้ำความรับผิดชอบต่อโลก ด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และกระบวนการผลิตเสื้อผ้าที่ทนทาน ของ Patagonia เป็นต้น

  1. ออกแบบอารมณ์หรือความรู้สึกผ่านรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสในเชิงบูรณาการ ทั้งเพื่อกระตุ้นอารมณ์หรือความรู้สึกของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และสร้างความแตกต่างเชิงคุณค่ากับBrand เช่น

– Visual Design คือ การเลือกใช้ภาพ สี และโทน (Tone) ที่สื่อถึงอารมณ์ที่ Brand ต้องการ

Sound Design คือ การใช้ภาษา เสียง หรือ Effect ต่าง ๆ ที่เหมาะสม เพื่อสร้างบรรยากาศหรือการสื่อสารเรื่องราวของ Brand อย่างเหมาะสม

Haptic Feedback หรือการตอบสนองเมื่อสัมผัส ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในกระบวนการออกแบบอารมณ์หรือความรู้สึกที่ขาดไม่ได้กับ Brand ของสินค้า Digital ที่ต้องมีการสั่นหรือการตอบสนองเมื่อสัมผัสที่สามารถสร้างความพอใจแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

Taste & Scent หรือรสชาติ และกลิ่น ที่จำเป็นอย่างยิ่งกับธุรกิจหรือ Brand ที่มีหน้าร้าน หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับรสชาติหรือกลิ่น เพราะอารมณ์หรือความรู้สึกจากรสชาติหรือกลิ่น คือ องค์ประกอบสำคัญของการสร้างประสบการณ์ทางอารมณ์หรือความรู้สึกที่แข็งแกร่งแก่ Brand ได้ เช่นเดียวกับที่เราจะได้กลิ่นหอมของกาแฟ เมื่อเดินผ่านหรืออยู่ใกล้ร้านกาแฟ Starbucks เป็นต้น

  1. ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งหรือชุมชนของ Brand (Sense of Belonging and Community)ที่จะเสริมสร้างความผูกพันทางอารมณ์และความรู้สึกที่แข็งแกร่งให้เกิดกับพวกเขาได้อย่างมาก โดยเริ่มจากการจัดกิจกรรม (Event) ทั้งในรูปแบบ Offline หรือ Online ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับBrand และลูกค้าอื่น ๆ เช่น กิจกรรม Freedom Challenge ของ Harley-Davidson หรือการจัดกลุ่มสังคม Online บน Social Media เช่น Liverpool FC. บน Facebook และ X เป็นต้น

โดย Brand ที่ต้องการสร้างความประทับใจในประสบการณ์ลูกค้ายิ่งขั้น ควรประยุกต์แนวคิดและวิธีการสร้างความรู้สึกพิเศษในลักษณะ Personalization ร่วมด้วย

  1. ทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Iterative Testing and Refinement) เพราะการออกแบบอารมณ์หรือความรู้สึกในประสบการณ์ลูกค้า ไม่ใช่กิจกรรม (Event) ที่จัดขึ้นหรือทำเพียงครั้งเดียว วาระเดียว แต่เป็นกระบวนการการทำงานอย่างมีชั้นเชิงและต่อเนื่องตลอดไป

ดังนั้น Brand จึงควรทดสอบประสิทธิภาพและปรับปรุงแผนงานการออกแบบอารมณ์หรือความรู้สึก เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการหรือคาดหวังของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ โดยมีแนวทางที่เราสามารถประยุกต์ใช้ คือ

A/B Testing คือ การทดสอบองค์ประกอบของการออกแบบอารมณ์หรือความรู้สึก แต่ละกลยุทธ์หรือแนวทาง เพื่อค้นหากลยุทธ์หรือแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการสร้างอารมณ์หรือความรู้สึกเชิงบวกให้กับ Brand

– User Testing คือ การสำรวจ หรือสังกตการณ์อารมณ์หรือความรู้สึกของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย กับการใช้สินค้า บริการ รวมถึง การเข้าร่วมกิจกรรม (Event) ต่าง ๆ ของ Brand

Analytics คือ การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย จากฐานข้อมูลที่มีการจัดเก็บทั้งโดย Brand หรือใน Social Media และสื่อ Digital ต่าง ๆ เพื่อค้นหาและวิเคราะห์อารมณ์หรือความรู้สึกของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่มีต่อ Brand อย่างสม่ำเสมอ

  1. สอดคล้องกับ คุณค่าของBrand” (Alignment with Brand Values)เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าเชื่อถือกับ Brand เช่น

– Brand Guidelines คือ การกำหนดแนวทางการออกแบบอารมณ์หรือความรู้สึกที่สะท้อนถึงคุณค่า และบุคลิกที่ Brand ต้องการสื่อสารถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

Consistency คือ การรักษาความสม่ำเสมอในการออกแบบอารมณ์หรือความรู้สึกในทุก ๆ ช่องทางการสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ข้อควรจำ กับกลยุทธ์ออกแบบอารมณ์ (Emotional Design)

   ในกลยุทธ์การออกแบบอารมณ์หรือความรู้สึกให้ Brand โดนใจลูกค้า ยังประกอบด้วยเงื่อนไขที่เป็นข้อควรจำที่เราต้องตระหนักร่วมด้วย คือ

– คุณภาพสินค้าหรือบริการของ Brand ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าเสมอ

– ต้องมีความจริงใจเป็นสาระสำคัญ อย่าพยายาม Manipulate ลูกค้า ที่จะส่งผลเสียต่อ Brand ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

– ศึกษาความแตกต่างทางวัฒนธรรมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ทางการตลาด

   ทั้งหมดนี้ คือ กลยุทธ์ออกแบบอารมณ์หรือความรู้สึกที่เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการสร้างประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) ให้ Brand มีความโดดเด่นทางธุรกิจและการแข่งขันในตลาด ด้วยลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่มี Brand Loyalty ที่พร้อมจะยกระดับเป็นผู้สนับสนุน (Advocates) หรือ “แฟนพันธุ์แท้” ของ Brand ซึ่งเป็นพลังทางการตลาดที่มีทั้งคุณค่า (Value) และมูลค่า (Price) ที่ได้จากการออกแบบอารมณ์ (Emotional Design) อย่างรู้จริง มีชั้นเขิง สม่ำเสมอ และต่อเนื่องของเรานั่นเอง

   ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่ Brand ของคุณจะไม่ใช่แค่ ให้บริการแต่ต้องมี “อารมรณ์และความรู้สึก ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณรู้สึกและสัมผัสได้ เริ่มต้นสำรวจประสบการณ์ของลูกค้าคุณวันนี้ แล้วออกแบบมันด้วยหัวใจ เพื่อให้ Brand ของคุณเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าอย่างแท้จริง